Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 22/08/2017

Scroll to top

Top

ผัวเสื้อเหลือง เมียเสื้อแดง: ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างคนใกล้ตัว (ตอนที่1)

ผัวเสื้อเหลือง เมียเสื้อแดง: ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างคนใกล้ตัว (ตอนที่1)

ผัวเสื้อเหลือง เมียเสื้อแดง: ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างคนใกล้ตัว (ตอนที่1)

รายงานชิ้นล่าสุดที่ผมนำเสนอคือเรื่องความแตกต่างทางการเมืองของคนใกล้ตัว
แม่เป่านกหวีด ลูกจุดเทียน
เพื่อนเสื้อเหลือง แต่เราเสื้อแดง
สามีอยากเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ภรรยาอยากปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายๆ จุดของสังคมไทย

เป็นสิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจในความสวยงาม

ช่วงที่ผมตามหาแหล่งข่าวเรื่องนี้มาสัมภาษณ์ ทำให้ได้ฟังเรื่องราวของคนหลายคู่ ที่แตกต่างกันทางการเมือง

มีคู่หนึ่ง สามีนิยามตัวเองว่าเป็นพวกขั้วที่สาม ทุกวันนี้ออกไปร่วมจุดเทียนตามสถานที่ต่างๆ บ้าง และเฝ้ารอที่จะได้เลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์อย่างใจจดจ่อ ฝ่ายภรรยาเป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชนออกไปเดินขบวนทุกครั้งที่มีนัดหมายใหญ่ ว่างๆ ก็จะแวะไปเป่านกหวีดที่ราชดำเนิน ราชประสงค์ แยกปทุมวัน
ที่น่ารักของสองคนนี้คือไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกันได้เฉยๆ แต่ทั้งสองคนยังต่างสนับสนุนซึ่งกันและกันอีกด้วย  ฝั่งภรรยาเล่าให้ผมฟังว่าแทบทุกครั้งที่เธอมาร่วมชุมนุม สามีก็จะขับรถมาส่ง ระหว่าง “ไปม็อบ” สามีก็จะหาที่จอดรถรอจนภรรยาเสร็จภารกิจ เป็นประจำ
ที่น่ารักมากๆ คือสามีจัดการซื้อนกหวีดสายล่อฟ้าอันลิมิเต็ด 6 สี ครบครัน เซอไพรส์ในวันปีใหม่ที่ผ่านมา เรียกคะแนนจากภรรยาได้อีกเพียบ แม้ว่าความคิดทางการเมืองจะแตกต่างกันชัดเจน

น่าเสียดายที่สามีภรรยาคู่นี้ไม่สะดวกจะให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่เพราะไม่กล้าพูดเรื่องการเมืองต่อหน้าสื่อ แต่ด้วยหน้าที่การงาน ที่ฝ่ายหนึ่งรับราชการ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทหาร ทำให้กลัวว่าผู้บังคับบัญชาจะไม่ปลื้ม (ขำขื่น สุดท้ายก็เพราะด้วยอำนาจของผู้ปกครอง ที่ทำให้ทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้)

แต่สุดท้ายผมก็ได้สัมภาษณ์คนสองคู่ ในประเด็นนี้
และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากทั้งสี่คนนี้

คู่แรกเป็นคู่เพื่อนร่วมงาน

หลายคนรู้จักวงดนตรีงานแต่ง iHear Band วงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงช่วงนี้ สมาชิกของวงดนตรีวงนี้มีความหลากหลายทางความคิดอย่างมาก และที่น่าสนใจคือแต่ละคนก็จะพูดคุย นำเสนอความเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ ผ่านสื่อออนไลน์เสมอๆ

ใครที่อยากตามอ่านว่าใครคิดเขียนแบบไหน ลองไปกดตาม @iPattt @iNattt @iChattt @ibankc ในทวิตเตอร์ดูได้
สองคนที่ผมได้คุยคือ @iPattt พัชร เกิดศิริ และ @iNattt ปกรณ์ โพธิ์แสงดา

ถ้าจะมองแบบหยาบๆ ก็จะบอกได้ว่าคุณพัชรนั้นเป็นพวกเสื้อแดง ส่วนคุณนัทนั้นเป็นพวกเสื้อเหลือง แต่แน่นอนว่าเราควรจะดูคนให้ละเอียดกว่านั้น
คุณพัชรบอกว่าตัวเองสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป เข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และที่สำคัญคุณพัชรบอกว่าตัวเองเคยเชียร์คุณทักษิณ
คุณพัชรบอกว่าสมัยเรียนที่คณะวิศวกรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยค่านิยมสนับสนุนคนเก่ง บวกกับกระแสทักษิณฟีเวอร์ในช่วงนั้น ทำให้คุณพัชรนิยมชมชอบอดีตนายกคนนี้อยู่ไม่น้อย จวบจนกระทั่งระยะหลังที่เริ่มรู้จักคุณทักษิณมากขึ้น และเห็นในหลายๆ สิ่งที่คุณทักษิณทำ และมองว่าไม่ใช่เรื่องถูกต้อง จากความชมชอบจึงลดระดับมาเป็นเข้าใจ เข้าใจว่าคุณทักษิณก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลง ทำผิด ทำถูก ตามภาวะจิตใจ

ฝั่งคุณนัท-ปกรณ์ โพธิ์แสงดา ที่วันนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชน ออกไปร่วมชุมนุมในครั้งสำคัญๆ อยู่เสมอ คุณนัทมองว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในประเทศไทย ไม่น้อยเกิดจากคนคนเดียว คนที่ชื่อว่าทักษิณ ชินวัตร บวกกับความชิงชังในการทุจริตและคดโกงหลายๆ อย่าง ทำให้ตัวเองที่แม้จะลดความเข้มของสีเสื้อมามากแล้ว แต่ก็ยังต่อต้านระบอบทักษิณอยู่
ทั้งสองคนมีความคล้ายกันอยู่หนึ่งอย่างคือเมื่อเวลาผ่านไป “ความแรง” ทางการเมืองของแต่ละคนก็ลดน้อยลง
และปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ “ความแรง” ลดลง และเพิ่ม “ความเข้าใจ” มากขึ้น คือการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันเสมอๆ ทั้งสองคนบอกอย่างนั้น

ในวง iHear มีความแตกต่างทางการเมืองมาก แต่ไม่เคยทะเลาะกัน และไม่เคยเก็บมารำคาญใจกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสร็จ ก็จบกันไป ไม่มีเก็บไปเคืองกันอย่างแน่นอน หลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่วง iHear ยังเล่นร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณพัชรบอกผมว่าการเล่นดนตรีร่วมกันทุกวันๆนั้น ถ้าผิดใจต่อกัน ภาพรวมนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ดนตรีจะออกมาดี
ทั้งสองคนเล่าว่าแต่ก่อนนี้เมื่อสัก 2-3 ปีก่อน อาจจะมีความแตกต่างบางอย่างที่คุยกันแล้วจบไม่ลงมาบ้าง แต่ระยะหลัง ทั้งสองมองว่าบ้านเมืองมันมีปัญหามากขึ้น จนยากจะแก้ในเวลาอันสั้น ทำให้ที่จากเดิมเชิงในการพูดคุยคือการเอาชนะคะคานกันบ้าง แซวกันบ้าง ก็เปลี่ยนมาเป็นหาทางออกให้กับประเทศและสังคม

เปลี่ยนการตั้งคำถามจาก “ทำไมพวกมึงไม่ทำแบบนี้?”
มาเป็น “เราจะทำยังไงกันวะเนี่ย?”
เรียกว่าพอถึงจุดวิกฤติจริงๆ คนที่ต่างกันก็จะหาจุดร่วมกันจนได้