Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 29/04/2017

Scroll to top

Top

40 ปี 14 ตุลา: จากกระดาษโรเนียวสู่โลกออนไลน์

40 ปี 14 ตุลา: จากกระดาษโรเนียวสู่โลกออนไลน์

ที่เห็นและเป็นอยู่
40 ปี 14 ตุลา: จากกระดาษโรเนียวสู่โลกออนไลน์
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนพลังของการส่งต่อข้อความแบบปากต่อปาก กระดาษต่อกระดาษได้ดี เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลา 2516 เสียอีก โดยในช่วงปี พ.ศ.2513 กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ที่ดินบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำไปใช้เป็นพื้นที่ค้าขายแทนที่จะนำไปใช้เป็นพื้นที่เพื่อการศึกษาตามประสงค์ของพระมหากษัตริย์รัชการที่ 6 คำถามถึงการบริหารงานของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรในเรื่องนี้ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในจุฬาสานส์ นิตยสารเล่มละบาทของคณะวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลัย ชื่อบทความ “จดหมายเปิดผนึกจากนายฉันท์แก่น”

หนำซ้ำนิสิตจุฬาลงกรณ์คนหนึ่งยังได้นำข่าวสารบทความที่เขียนถึงกรณีที่ดินจุฬานี้ไปเสนอกับหนังสือพิมพ์สยามรัฐที่ยุคนั้นมี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบรรณาธิการ นิสิตคนนั้นชื่อนายประสาร มฤคพิทักษ์ และสุดท้ายบทความนั้นถูกตีพิมพ์ที่คอลัมน์ซอยสวนพลูที่หน้า 5 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ คอลัมน์ที่คอการเมืองอ่านเพื่อจับตาความเคลื่อนไหวอย่างเหนียวแน่นที่สุด

บทความนั้นได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ 7 กันยายน 2513 และในวันที่ 8 กันยายน ก็เกิดการเดินขบวนชุมนุมประท้วงรัฐบาลในประเด็นนี้ทันที เป็นตัวอย่างความเคลื่อนไหวของนิสิตกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างแพร่หลาย เป็นข่าวที่แม้สื่ออีกหลายร้อยไม่นำเสนอ แต่ด้วยเพราะเนื้อหาที่มีอยู่เป็นความจริงที่ชัดใจ หนังสือพิมพ์เพียงแค่ฉบับเดียวก็สั่นคลอนความศรัทธาของคนที่มีต่อรัฐบาลในยุคนั้นได้อีก

ในภาวะปกติ หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่กลุ่มนักศึกษายังพอจะพึ่งพาได้ในยุคสมัยนั้น ด้วยความที่รัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นควบคุมครอบงำทั้งวรรณกรรม และสิ่งพิมพ์หลากหลายชนิดเอาไว้ แต่ในภาวะที่เร่งร้อน นักศึกษาต้องการส่งต่อข้อมูล การนัดหมายชุมนุม โปสเตอร์และโทรโข่งจึงกลายเป็นที่พึ่งพาหลักของนักศึกษา

ความรวดเร็ว ราคาถูก ขนย้ายง่าย และไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐ เป็นสี่สาเหตุหลักที่ทำให้นักศึกษาหันมาพึ่งพาโปสเตอร์กระดาษโรเนียว ทุกๆ องค์การนักศึกษาจะมีนักสื่อสารหนึ่งกลุ่ม ที่เป็นขุมกำลังหลักในการขีดเขียนโปสเตอร์ด้วยบทกลอนที่ปลุกเร้าความรู้สึกของนักศึกษาและประชาชน บทความที่มุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ไปที่รัฐบาลเผด็จการ และข่าวสารที่หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้

ความแพร่หลายของการใช้กระดาษโรเนียว ทำให้ในยุค 14 ตุลามีการพูดกันว่านักศึกษาคนไหนเดินเข้าออกท่าพระจันทร์แบบ “มือเปื้อนหมึก” ให้กาหัวไว้ได้เลยว่าคนนั้นต้องเป็นมือสื่อสารของกระบวนการนักศึกษาอย่างแน่นอน การใช้เครื่องโรเนียวในยุคเกือบครึ่งศตวรรษก่อนมีความขรุขระในการทำงานของมัน แต่โปสเตอร์โรเนียวก็เป็นทางออกในการสื่อสารที่ดีที่สุดของนักศึกษา

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ 40 ปีให้หลังในยุคสมัยที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคักในโลกออนไลน์ นักคลิ้กจกรรม (Clicktivist) มีบทบาทอย่างมากในการสะท้อนความเป็นไปของสภาพสังคมและการเมือง

โปสเตอร์รณรงค์ทางการเมืองที่เผยแพร่แสนยากลำบากในยุคสมัย 14 ตุลา ทำได้ง่ายขึ้นในยุคสมัยนี้ ทุกกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นของนักศึกษา ของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ของพรรคการเมือง ต่างก็สามารถโพสท์โปสเตอร์สวยงามที่ทำโดยโปรแกรมโฟโต้ช็อปลงบนเฟซบุค การรณรงค์ไหนที่ถูกใจประชาชน ก็จะถูกส่งต่อไปเองโดยอัตโนมัติผ่านปุ่มแชร์ นักศึกษามื้อเปื้อนหมึกแหกปากผ่านโทรโข่งจึงไม่มีให้เห็นแล้วในยุคนี้

แต่ที่หลายคนตั้งคำถามคือในเมื่อทำไมการรณรงค์ทางการเมืองทำได้ง่ายขึ้นมาก แต่นักศึกษากลับเข้ามามีส่วนร่วมบนท้องถนนน้อยลงแตกต่างจากยุคสมัยของรุ่นพี่เดือนตุลาเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเรื่องของภาวะทางการเมืองทั้งของไทยและของเวทีโลก รัฐบาลในยุค 40 ปีก่อนถือเป็นรัฐบาลเผด็จการอย่างแท้จริง ใครจะนัดรวมตัวชุมนุมกันเกิน 5 คนก็ทำไม่ได้ กินเวลานานหลายปี และการเมืองโลกก็เต็มไปด้วยบรรยากาศการตื่นขึ้นสู้ของกลุ่มปัญญาชนต่อหลายรัฐบาลที่มีความเป็นเผด็จการสูงมาก

ผมลองโยนคำถามไปให้คนยุค 14 ตุลาที่ทำงานสื่อสารมาตลอดชีวิตอย่างอาจารย์อภิชาติ ดำดี ว่าถ้าในยุคนั้นมีเฟซบุคภาพการชุมนุมจะเป็นอย่างไรบ้าง อาจารย์อภิชาติตั้งข้อสงสัยว่าผู้คนบนท้องถนนราชดำเนินอาจจะน้อยกว่าในยุคนั้นมาก และนักเลงคีย์บอร์ดที่ถนัดแต่เคลื่อนไหวผ่านหน้าจอก็อาจจะถือกำเนิดตั้งแต่ตอนนั้น แต่แน่นอนว่าถ้าปัญหาถูกเพาะบ่มจนถึงที่สุดแล้ว ผู้คนก็น่าจะออกมาต่อสู้ท้องถนนกันเอง แบบที่การโพสท์สเตตัสบนเฟซบุคก็ไม่น่าจะช่วยบรรเทาความร้อนรนในใจได้

ประเด็นเรื่องของการสื่อสารในสองยุค สองสมัย ก็มีทั้งความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าวิธีการสื่อสารคือเนื้อหาของการสื่อสาร

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษามีมากขึ้น รัฐบาลจึงใช้สื่ออย่างวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ป้อนข้อมูลให้ผู้คนเชื่อว่ากลุ่มนักศึกษามีความประสงค์ร้ายต่อประเทศ ด้วยการป้ายข้อหาหลากหลายอย่างทั้งเป็นคอมมิวนิสท์ ไม่ใช่คนไทย ไปจนถึงกินหมา ข้อมูลเหล่านี้ถูกป้อนใส่หูผู้คนทุกวันจนเกิดความเกลียดชังมาที่กลุ่มนักศึกษา ภาพของจารุพงษ์ ทองสินธ์ นักศึกษาที่ถูกผ้ามัดคอลากไปทั่วสนามฟุตบอลท่าพระจันทร์เป็นสิ่งที่สะท้อนความเกลียดชังของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี และก็เป็นภาพสะท้อนของพลังในด้านลบที่สื่อมีศักยภาพที่จะทำได้

“ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นโดยสื่อยังมีอยู่ในยุคนี้หรือเปล่า?” เป็นคำถามสำคัญ เนื้อหาที่ถูกส่งต่อในยุคสมัยนี้ยังมีการดูถูกดูแคลนความเป็นมนุษย์ มีการใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่หรือเปล่า คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญ สำคัญกว่าว่าจะใช้กระดาษโรเนียว โปสเตอร์ เฟซบุค หรือทวิตเตอร์ในการส่งต่อข้อมูลทางการเมือง

เพราะถ้าเนื้อหาไม่ถูกต้อง ต่อให้เราใช้เครื่องมือใดในการสื่อสาร ความเกลียดชังและปมปัญหาทางการเมืองก็ไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทย