Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 27/07/2017

Scroll to top

Top

โครงการไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด: โอกาสทางปัญญาของประเทศไทย

โครงการไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด: โอกาสทางปัญญาของประเทศไทย

โครงการไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด: โอกาสทางปัญญาของประเทศไทย
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นที่ประจักษ์ในทางวิชาการอย่างไม่ต้องถกเถียง ความสัมพันธ์ระหว่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับประเทศไทยก็มีมาอย่างยาวนาน สิ่งพิเศษที่สุดก็คือการที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทรงศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ของสถาบันแห่งนี้และในขณะที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่นั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก็ได้ประสูติพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันของปวงชนชาวไทย

ความสัมพันธ์มีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่มีคนไทยที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกว่า 950 คน ที่สำคัญคือในปี 2555 ศูนย์ศึกษาเอเชียของมหาวิทยาลัยก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ให้เป็นนักวิชาการผู้ทรงเกียรติ (Distinguished Non-Resident Fellow) อีกด้วย

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ มหาลัยวิทยาลัยเองกลับดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสนใจกับประเทศไทยมากสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะในด้านวิชาการ และจากหลากหลายเหตุผลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ในเร็ววันนี้ ยังมีสาเหตุสำคัญที่คนไทยพอจะหาทางออกได้ นั่นคือการขาดแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสาเหตุให้มหาลัยวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เลือกให้ความสนใจไปยังประเทศอื่นที่มีเงินทุนสนับสนุนแทน

ความหวังที่มีก็คือสิบกว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ให้ความสนใจต่อประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเริ่มขึ้นหลังจากประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้ง บวกกับการมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่เร็ว แข็งแกร่ง และมีความสม่ำเสมอ ทางมหาวิทยาลัยจึงมีความสนใจกับหลายๆ ประเทศทั้ง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ พม่า และประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่น่าสนใจคือข้อแตกต่างระหว่าง “ไทยคดีศึกษา” ที่ม.ฮาร์วาร์ด กับโครงการคดีศึกษาเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเรา ก็คือแหล่งเงินทุนที่จะมาสนับสนุน ทางเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งพม่านั้น กลับมีเงินทุนจากประเทศของตนและจากแหล่งอื่นๆมาสนับสนุนมากมาย จนทำโครงการคดีศึกษาของประเทศเหล่านี้อยู่ได้อย่างถาวร ยกตัวอย่างเช่น โครงการอินโดนีเซียคดีศึกษานั้น ได้รับการบริจาคเงินจำนวน 20.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (กว่า 600 ล้านบาท) ซึ่งเป็นจำนวนมากพอ ที่ทางมหาวิทยาลัยจะนำเงินไปลงทุนและบริหาร เพื่อเอาเฉพาะผลกำไรมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของโครงการ เท่ากับว่าโครงการสามารถคงอยู่ได้อย่างถาวร เพราะจะไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินบริจาคมาใช้

สิ่งที่ภาคเอกชนอาจไม่ได้นึกถึงคือการที่บริษัทหรือองค์กรที่ช่วยเหลือหลักสูตรด้านการศึกษาเช่นนี้ จะสามารถมีส่วนร่วมในโครงการวิจัย ทำให้ช่วยพัฒนาองค์กร ผ่านทรัพยากรบุคคลของบริษัทที่ได้รับการช่วยเหลือจากทางมหาวิทยาลัย ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือผลลัพธ์ที่โครงการอินโดนีเซียคดีศึกษามีต่อประเทศที่มีมหาศาล ผลงานวิจัยและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย ที่ผลิตโดยอาจารย์ฮาร์วาร์ด ล้วนเป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งสิ้น

ที่เราต้องทำตอนนี้คือกลับมามองที่โครงการไทยคดีศึกษา ที่ถึงแม้ว่าจะมีเงินสนับสนุนน้อยกว่าโครงการของประเทศอื่นอยู่มาก (ทางโครงการได้รับเงินทุนตั้งต้นจากกระทรวงต่างประเทศจำนวนหนึ่ง) แต่สิ่งที่ได้รับมาก็ถือว่าน่าพอใจ ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดก็คือในช่วงสามปีหลังนั้นได้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอยากเรียนภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี และมากที่สุดในปีการศึกษาที่ผ่านมา ส่วนนักศึกษาชาวต่างชาติที่มีโอกาสได้เรียนภาษาไทยนับได้สิบกว่าคน ก็มีสามคนที่ได้ทุนจากมหาวิทยาลัยไปศึกษาทำวิจัยต่อที่ประเทศไทย ส่วนอีกหนึ่งคนก็ได้ทุนฟูลไบรท์มาสอนภาษาอังกฤษและฝึกภาษาไทยที่เมืองไทยอีกด้วย

ทางด้านงานวิจัยที่เกี่ยวกับประเทศไทยที่น่าสนใจก็มีหลากหลาย เช่นงานวิจัยของศาสตราจารย์ ไมเคิล เฮิร์ซเฟล ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนาที่มีต่อชุมชนหลังป้อมมหากาฬ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกไล่พื้นที่ งานวิจัยนี้มีส่วนที่ทำให้ชุมชนเก่าแก่ของเกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป

งานของนักศึกษาก็มีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่นงานวิจัยของนักศึกษาชาวอิตาลี เกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพ หรืองานของนักศึกษาชาวสิงคโปร์ ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนไทย-‘ปาตานี’ ในประเทศซาอุดิอารเบีย และความพูกพันของชุมชนต่อบ้านเกิดที่สามจังหวัดชายแดนใต้

ผลงานวิจัยนี้เป็นความสนใจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่อาจารย์และนักศึกษาที่ต้องไปพึ่งแหล่งเงินทุนอื่น

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจตอนนี้ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหลายที่สนใจประเทศไทย และศิษย์เก่าบางส่วนได้รวมตัวกันสรรหาเงินทุนมาสนุนโครงการไทยคดีศึกษา เพื่อทำให้โครงการมีกำลังมากพอในการสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาไทย และสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติที่สนใจเกี่ยวกับประเทศไทย เป้าหมายตอนนี้อยู่ที่จำนวนเงิน 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (210 ล้านบาท) ซึ่งจะเป็นจำนวนเงินที่สูงมากพอที่จะทำให้โครงการไทยคดีศึกษาอยู่ได้อย่างถาวรเฉกเช่นประเทศอื่นๆ

ความหวังตอนนี้คือหาแหล่งเงินทุนจากคนที่คิดและมองอนาคตของประเทศไทยในเชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในโอกาสทางปัญญาของประเทศไทย