Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์: วัยรุ่นไทยในความเป็นจริงแรงกว่าใน #hormonestheseries ซะอีก

ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์: วัยรุ่นไทยในความเป็นจริงแรงกว่าใน #hormonestheseries ซะอีก

 

ที่เห็นและเป็นอยู่
ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์: วัยรุ่นไทยในความเป็นจริงแรงกว่าในฮอร์โมนส์ซะอีก
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
 
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนได้ยินชื่อของ ฮอรโมนส์ วัยว้าวุ่น ซีรี่ส์ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น ที่กลายเป็นซีรี่ส์ยอดฮิต ยอดวิวในยูทูบแตะหลักหนึ่งล้านวิวในทุกตอน กับเนื้อหาที่วัยรุ่นดูแล้วถูกใจในความสมจริง
 

ที่ผ่่่านมาละครวัยรุ่นไทยมักจะตีความว่าช่วงเวลาในรั้วโรงเรียนจะมีแต่เรื่องที่มองจากมุมของผู้ใหญ่ เช่นเรื่องของการทำอะไรเพื่อสังคม เรื่องการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อทำตามความฝัน เรื่องการเลือกคณะที่เหมาะกับตนเอง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราจดจำจากรั้วโรงเรียนได้มากที่สุด หาใช่เรื่องในอุดมคติเหล่านั้น แต่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญ อย่างเรื่องการถูกเพื่อนบอยคอต ไม่ให้ร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย หรือเรื่องการรวบรวมความตั้งใจโทรศัพท์หาผู้หญิงที่เราชอบ เรื่องเหล่านี้ต่างหาก ที่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญ และแต่งแต้มความทรงจำในวัยเด็กของพวกเราทุกคน แม้กระทั่งเด็กที่โตมาเป็นคนที่เก่งที่สุด ทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมที่สุดเองก็ตาม

ผ่านมา 5 ตอน ฮอร์โมนส์เต็มไปด้วยฉากที่ช่วยขุดเอาภาพเก่าๆ ที่ถูกจัดเก็บไว้ในกล่องของความทรงจำมานาน เช่นภาพของห้องน้ำที่เป็นเหมือนแหล่งรวมมุมมืดของนักเรียน ภาพการแอบสูบบุหรี่หลังโรงเรียน ไปจนถึงภาพของเพื่อนผู้หญิงที่ถูกด่าว่าอีแรด หรือภาพการชกต่อยของเพื่อนผู้ชาย ที่เข้ามาวุ่นวายกับผู้หญิงที่เราชอบ

ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับซีรี่ส์ฮอร์โมนส์ บอกว่าวินาทีที่เขาอยากทำซีรี่ส์ที่เกี่ยวกับวัยรุ่น เขาเผชิญกับความกลัวด้วยทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือถ้าทำออกมาแล้วเต็มไปด้วยภาพที่มีอยู่แต่ในอุดมคติ เขาคงจะเลือกที่จะไม่ทำ ทางที่สองคือถ้าทำออกมาก็ต้องทำให้ได้้สมจริงที่สุด ซึ่งเมื่อเลือกอย่างหลังแล้ว เขาก็ตั้งมั่นไว้ว่าจะต้องทำซีรี่ส์เรื่องนี้ออกมาให้ดีที่สุด ให้ตอบทุกคำถามได้มากที่สุด และต้องทำออกมาให้วัยรุ่นได้ดูแล้วรักตัวเองให้มากขึ้น ให้สมกับความรักในช่วงเวลาความเป็นวัยรุ่นที่ตัวเขามี

ฮอร์โมนส์จึงกลายเป็นซีรี่ส์ที่ออกมาสมจริง นอกจากจะไม่อุดมคติเกินไป ความสมจริงที่ว่านี้คือไม่ได้ตะบี้ตะบัน “แรงส์” ที่จะเน้นแต่เรื่องของเซ็กส์ เรื่องของยาเสพติด เรื่องของฉากตบตีกันสนั่นจอ แต่ฮอร์โมนส์ออกมาสมจริงแบบที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ชีวิตของวัยรุ่นจะมี เช่นเรื่องของกิจกรรมนอกโรงเรียน การปะทะคารมกับอาจารย์ การชกต่อยกันระหว่างเพื่อนฝูง ส่วนเรื่องเซ็กส์ เรื่องเพื่อนผู้หญิงตบตีกันก็มีบ้าง ตามสัดส่วนที่เหมาะสม สมเหตุสมผลกับชีวิตวัยรุ่นที่มีอยู่จริง

หลายคนได้ดูบางฉากของฮอร์โมนส์แล้วอาจจะดูว่าซีรี่ส์เรื่องนี้แรงเกินไป แต่ตัวผู้กำกับเองยืนยันว่าความเป็นจริงของวัยรุ่นยุคนี้แรงกว่าในซีรี่ส์เสียอีก ถ้าเปรียบเทียบแล้วในซีรี่ส์น่าจะเท่ากับประมาณร้อยละ 70 ของความเป็นจริงตอนนี้เท่านั้น 

“เราดูแล้วเนื้อหาที่เรานำเสนอน่าจะอยู่ในระดับที่พอดีกับการออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งทั้งครอบครัวจะดูด้วยกัน และบางครั้งเราก็กลั่นกรองบางภาพออกไป เช่นฉากไผ่กับสไปร์ทสูบบุหรี่และจูบกัน เดิมฉากนั้นทั้งสองคนควรจะใส่ชุดนักเรียน เพราะโรงเรียนเพิ่งเลิก แต่เราคิดแล้วชุดนักเรียนก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่เรากำลังจะสื่อ เราเลยให้สองคนใส่ชุดอื่นแทน ซึ่งก็ยังคงเล่าเรื่องได้อยู่” 

บ่งบอกถึงความตั้งใจในการทำฮอร์โมนส์ที่ไม่ได้เน้นแต่จะแรง เพียงแต่ตั้งมั่นในเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อ

ชีวิตวัยเด็กของพี่ย้งเป็นอย่างไรบ้าง?
“ตอนม.ปลายพี่เรียนที่เซนต์กาเบรียล แต่ช่วงเวลาที่พี่ได้ซ่าส์เหมือนในฮอร์โมนส์คือสมัยที่พี่เรียนที่อัสสัมชัญศรีราชาเมื่อตอนม.ต้น หนีโรงเรียน แอบไปโรงเรียนหญิงล้วนที่อยู่ข้างๆ แอบไปเที่ยวพัทยา เป็นช่วงเวลาที่หวือหวาที่สุด”

ถ้าเปรียบกับแคแรกเตอร์ในฮอร์โมนส์หละครับ?
“พี่น่าจะเหมือนกับหมอกผสมกับต้าร์ คือตอนเด็กๆ พี่จะมีความเป็นคนสบายๆ มาก แต่ก็แอบมีโลกส่วนตัวอยู่ด้วย ซึ่งมันน่าจะปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนประจำ”

ถึงวันนี้ฮอร์โมนส์ ทะลุเป้าหมายหรือยัง?
ในเรื่องของคนดู เห็นชัดเจนบนยอดวิวในยูทูบ เรื่องนี้เกินความคาดหวังอย่างมาก เดิมเราตั้งใจว่าแต่ละตอนขอมีคนดูสักสองสามแสน (ตอนนี้แตะล้านทุกตอน) อีกเรื่องคือการตอบรับจากคนดู คือตอนแรกเรากลัวว่าวัยรุ่นจะไม่รับ เพราะมันเป็นซีรี่ส์ที่มีความดราม่าสูง หลายๆ คนบอกว่าตลาดในไทยรับแต่ตลกกับผี แต่เรื่องนี้ก็พิสูจน์อีกว่าถ้าทำออกมาได้ถึงจริงๆ คนก็พร้อมจะตอบรับ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเป็นผู้กำกับในโลกยุคออนไลน์คือการได้ฟังฟีดแบ็กโดยตรงจากคนที่ได้ชมผลงาน พี่ย้งบอกว่าบางความเห็นก็ทำให้เขากลัวได้ อย่างเช่นมีคนทวีตบอกว่า “ในโรงเรียนตอนนี้สไปร์ทเป็นไอดอลของใครหลายๆ คน” ซึ่งสิ่งที่พี่ย้งทำได้คือการย้ำให้เด็กที่ดูคอยติดตามถึงผลของการกระทำของแต่ละตัวละคร ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้จะส่งผลอย่างไรต่อไปในอนาคต 

“พี่คงไม่คาดหวังให้เด็กทุกคนพอดูฮอรโมนส์แล้วจะกลายเป็นเด็กดี หรือเชื่อฟังสิ่งที่เราบอกทั้งหมด แต่พี่อยากให้น้องๆ รู้ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างถ้าน้องเลือกที่จะมีอิสระในเรื่องเซ็กส์แบบสไปร์ท ก็ต้องเข้าใจว่าเราเสี่ยงที่จะตั้งท้องก่อนได้ หรือในอนาคตถ้าเราไปเจอผู้ชายที่รักแล้วเขารับไม่ได้ เราก็ต้องมองให้ออก”

ในทางตรงกันข้าม ฟีดแบ็กที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้ชื่นใจ ก็คือการได้มีพ่อแม่มาบอกว่าซีรี่ส์เรื่องนี้แรกๆ ดูแล้วกลัว ไม่อยากให้ลูกดู แต่พอดูจนจบทั้งตอนแล้วเข้าใจคนทำมากขึ้น และมักจะหาเวลาดูไปพร้อมๆ กับลูก จนติดกันทั้งครอบครัวไปแล้ว

ที่ทำให้พี่ย้งดีใจเพราะความเห็นแบบนี้เท่ากับว่าซีรี่ส์เรื่องนี้ทำงานได้สมกับความตั้งใจที่ตัวเองมีแล้ว กับความตั้งใจที่อยากให้ฮอรโมนส์เป็นซีรี่ส์ที่เป็นเหมือนเพื่อน ที่ไม่ได้เอาแต่พร่ำสอน แต่จะอยู่เป็นเพื่อนกับชีวิตของวัยรุ่นที่ได้ดูซีรี่ส์เรื่องนี้ไปด้วย

“พี่ไม่อยากมองวัยรุ่นแบบผู้ใหญ่ที่คอยมาชี้สั่งสอนว่าสิ่งไหนมันผิดหรือถูก แต่พี่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจวัยรุ่น พี่ไม่อยากแค่มาชี้นิ้วว่าอะไรคือปัญหา แต่อยากอยู่เป็นเพื่อนที่พาวัยรุ่นออกจากปัญหาไปด้วย”

พี่ย้งปิดท้ายอีกว่า
“อยากให้น้องๆ ที่ดูซีรี่ส์นี้มองเรื่องราวที่ถูกนำเสนอไปให้แตกฉาน เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าถ้าเราไม่อยากใครมาชี้นิ้วสอน เราก็ต้องคิดเองให้ได้เยอะๆ นั่นเป็นเหมือนหน้าที่ที่เรามีร่วมกัน”