Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 29/04/2017

Scroll to top

Top

Nation X-Files การสรรหาคณบดี บัญชี ธรรมศาสตร์

Nation X-Files การสรรหาคณบดี บัญชี ธรรมศาสตร์

 

ที่เห็นและเป็นอยู่
การสรรหาคณบดี: คำถามเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมที่สังคมตั้งไว้
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงปลายเดือนเมษายน พาดหัวว่าการเฟ้นคณบดีบัญชีธรรมศาสตร์ วุ่น ประธานสรรหาฉีกผลโหวตลับหนุพรชัยนั่งเก้าอี้ เป็นข่าวที่สร้างความสงสัยให้กับหลายคนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีธรรมศาสตร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการสรรหาคณบดีของคณะ
ในการประชุมสามัญประจำปี 2556 ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ ได้เกิดความวุ่นวายโดยในรายงานข่าวบอกว่ารุนแรงถึงขั้นที่ประธานสรรหาได้ทำการฉีกบัตรลงคะแนนด้วยซ้ำ

โดยหลังจากวาระของรศ.ดร.กุลภัทรา สิโรดม คณบดีบัญชีธรรมศาสตร์คนก่อนใกล้หมดลง ก็เริ่มมีการเสนอชื่อคนที่เข้ามาเป็นคณบดีคนต่อไป สามชื่อสุดท้ายที่ถูกพิจารณาได้แก่ ศ.ดร.พรชัย ชุนหจินดา ศ.ดร.ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย และ รศ.ดร.พิภพ อุดร ทั้งสามเข้าสู่สนามแข่งขันด้วยกฎและกระบวนการที่ทางคณะมี
โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการหยั่งเสียงจากที่ประชุมของประชาคม ว่าควรเสนอชื่อใครเป็นคณบดีคนต่อไป ปรากฏว่า อาจารย์ พรชัย ชุนหจินดา ได้คะแนนเสียงมากที่สุด โดยได้คะแนนจากอาจารย์ 62 เสียง จากเจ้าหน้าที่ 71 เสียง และจากนักศึกษา 582 เสียง รวมเป็น 715 เสียง อาจารย์พิภพ อุดรได้คะแนนรองมาลงมาที่ 451 แบ่งเป็น อาจารย์ 17 เสียง เจ้าหน้าที่ 15 เสียง และนักศึกษา 419 เสียง และอาจารย์ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย คณบดีที่ได้รับเลือกได้คะแนนเสียงน้อยที่สุด โดยได้ไป 172 แบ่งเป็นจากอาจารย์ 23 เสียง จากเจ้าหน้าที่ 38 เสียง และจากนักศึกษาเพียง 111 เสียงเท่านั้น ตามมาด้วยการถอนตัวของอาจารย์พิภพ อุดร
คำถามที่หลายคนคงสงสัย คือทำไมคนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดกลับไม่ได้รับเลือกเป็นคณบดีในทันที ตามกระบวนการการคัดเลือกคณบดีของม.ธรรมศาสตร์ คะแนนการหยั่งเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสรรหาเท่านั้น โดยหลังจากที่มีการหยั่งเสียงในการประชุมของประชาคมแล้ว คณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 10 คน จะทำการตัดสินใจว่าจะส่งรายชื่อใดบ้างให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้เลือกคณบดี
โดยในปีนี้คณะกรรมการมีทางเลือกที่จะเสนอทั้งสองรายชื่อ หรือเสนอเฉพาะชื่อที่มีคะแนนมากกว่าก็ได้ ซึ่งแม้ความเห็นส่วนมากในที่ประชุมจะโหวตให้เสนอเพียงชื่ออาจารย์พรชัยเพียงชื่อเดียว ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 โดยมีความเห็นส่วนใหญ่ว่านายพรชัยมีประสบการณ์ด้านงานบริหารมากกว่าอาจารย์ศิริลักษณ์ แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ นำไปสู่การโหวตว่าจะเสนอชื่อผู้เหมาะสมโดยการลงคะแนนลับ โดยประธานบอกว่าจะเป็นผู้นับคะแนนเอง ซึ่งการฉีกบัตรโดยประธานสรรหาเกิดขึ้นตรงนี้ และสุดท้ายประธานสรรหายังยืนยันให้เสนอชื่อทั้งสองคน โดยไม่มีการประกาศคะแนนที่สมาชิกทั้ง 9 ลงเสียงไป ซึ่งจากผลตรงนี้ นอกจากคะแนนของทั้ง 9 กรรมการสรรหาที่ไร้ความหมายแล้ว ถึงจุดนี้เท่ากับว่าคะแนนของทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษารวมกันกว่า 1,300 เสียงก็ไร้ความหมายเช่นกัน โดยเฉพาะคะแนนเสียงกว่า 715 เสียงที่โหวตให้กับอาจารย์พรชัย ซึ่งถือว่าชนะอีกทั้ง 2 แคนดิเดทอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านๆ มาแล้ว เมื่อมีผู้สมัครได้คะแนนแบบชนะขาดลอยเช่นนี้ กรรมการสรรหาก็มักจะเสนอชื่อตัวแทนเพียงคนเดียวให้กับสภามหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการไร้ซึ่งข้อครหาในภายหลัง
อาจารย์ รุธิร์ พนงยงค์ หนึ่งในกรรมการสรรหารได้ให้ความเห็นว่า ความจริงการสรรหาคณบดีในครั้งนี้ไม่ถือว่ามีอะไรผิดเพี้ยนจากกระบวนการที่วางเอาไว้ แต่ความวุ่นวายก็ยังเกิดขึ้นอยู่ อาจารย์รุธิร์แนะนำว่าในเมื่อกระบวนการการเลือกคณบดีแบบเดิมเกิดข้อครหามากนัก ก็ควรจะให้สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่งตั้งคณบดีแต่ละคณะไปเลย ข้อเสนอนี้แม้ฟังดูผิดหลักประชาธิปไตย แต่จะช่ว ขจัดปัญหาความแตกแยกระหว่างอาจารย์ในคณะและผลลัพท์ก็จะออกมาเหมือนกันด้วยซ้ำ แถมมีคำตอบให้กับข้อสงสัยของสังคมด้วย
แต่ถึงวันนี้การแต่งตั้งคณบดี ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว โดยอาจารย์ศิริลักษณ์จะอยู่ในตำแหน่งไปอีก 3 ปี โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือในการเลือกคณบดีครั้งหน้าจะยังใช้กระบวนการแบบเดิมอยู่หรือไม่? และคำถามไปถึงความโปร่งใสในการทำงานของผู้บริหารของคณะ ของมหาวิทยาลัย และรวมไปถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีไม่น้อย กำลังก้าวเข้าสู่การออกนอกระบบอีกด้วย
(ล้อมกรอบ)
แรงจูงใจของการดำรงตำแหน่งคณบดี
อะไรที่ทำให้การสรรหาคณบดี ของคณะการศึกษาที่มีชื่อเสียง และควรเป็นต้นแบบในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของหลักธรรมภิบาล และเรื่องของคุณภาพของบุคลากรอย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงได้เต็มไปด้วยข้อครหาและกระบวนการที่บิดเบี้ยวมากมายขนาดนี้ ซึ่งน่าจะมาจาก 3 ปัจจัย
1. แรงจูงใจในการได้รับตำแหน่งคณบดี
1.1 การได้รับเกียรติจากแวดวงวิชาการและธุรกิจ นำไปสู่การได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาหรือบอร์ดบริหารในองค์กรต่างๆ ต่อยอดเครือข่าย Connections สำหรับตนเองและองค์กร และผลประโยชน์ทางตรง คือเบี้ยการประชุมที่อาจจะสูงถึงปีละกว่าหนึ่งล้านบาท
1.2 อำนาจในการลงคะแนนเสียงในกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรรายได้คณะให้กับมหาวิทยาลัย ก็เปรียบเสมือนกับการนำเงินรายได้ประจำคณะไปเป็นเครื่องต่อรองกับมหาวิทยาลัยและคณะอื่นๆ ที่มีรายได้น้อยกว่า
1.3 อำนาจในการเสนอนโยบายการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณประจำคณะฯ แม้จะมีกรรมการประจำคณะ แต่ก็มาจากการเชิญของคณบดี ฉะนั้นหากนโยบายการจัดสรรงบประมาณไม่ชัดเจน กรรมการประจำคณะก็เปรียบเสมือนกับตรายางในการให้ความชอบธรรม และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยตรง แบบเอาเงินเข้ากระเป๋าตนเองเลย เพราะมี สตง ตรวจสอบอยู่ แต่ก็อาจเป็นการจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการที่ตนเองหรือพวกพ้องสามารถใช้เงินในการทำกิจกรรมสร้างฐานเสียงหรือชื่อเสียงทางการเมืองภายในคณะได้
1.4 เป็นฐานเสียงให้กับตนเองในการเป็นอธิการบดีหรือรองอธิการบดีหรือผู้อำนวยการหน่วยงานอื่นภายในมหาวิทยาลัยซึ่งจะมีเรื่องค่าตอบแทน เช่น ค่าตอบแทนสำหรับประธานหลักสูตรต่างๆ ซึ่งอาจจะมีชื่ออธิการบดีไปประจำอยู่ซึ่งทั้งหมดนี้จะมากจะน้อย จะมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของคณบดีแต่ละคน
2. ความประสงค์ของสภามหาวิทยาลัย ที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีความพยายามในการผลักดันตัวแทนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อสืบต่ออำนาจ และเป็นการวางคนใกล้ชิดในโครงสร้าง เพื่อให้ง่ายต่อกระทำการใดใดต่อไปก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องของการโหวตการใช้จ่ายงบประมาณที่ถ้ามีพวกพ้องของตัวเองอยู่มากก็มีโอกาสผ่านฉลุย
3. งบประมาณมหาศาล ซึ่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโครงการพิเศษของคณะมากถึง 12 โครงการ โครงการพิเศษเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ได้ด้วยจากตัวโครงการเอง ผ่านเงินค่าเทอมซึ่งมีมหาศาล ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปีละหนึ่งแสนบาทจนถึงกว่า 250,000 บาท ซึ่งนักศึกษาในโครงการพิเศษเหล่านี้ก็มีกว่า 1,500 คน รวมไปถึงนักศึกษาในภาคปกติที่มีรวมกันกว่า 4,200 คนด้วย