Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 29/04/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ลูกบ้าสองร้อยล้าน: บรรจง ปิสัญธนะกูล

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ลูกบ้าสองร้อยล้าน: บรรจง ปิสัญธนะกูล

ที่เห็นและเป็นอยู่
ลูกบ้าสองร้อยล้าน: บรรจง ปิสัญธนะกูล
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด (2536) คือภาพยนตร์เรื่องที่ฉุดให้บรรจง ปิสัญธนะกูล กล้าคิดกล้าฝันที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนัง ด้วยตัวเนื้อเรื่องที่ตัวเอกของเรื่องที่ตายไป แล้วไปขอมัจจุราชว่า อายุเพิ่งจะ30เอง อย่าเพิ่งตายได้ไหม ชีวิตนี้ยังมีอะไรที่อยากทำอีกหลายอย่าง แต่มัจจุราชได้ให้คำตอบที่ชวนให้บรรจงอึ้งถึงความเจ๋งของแนวคิดหนังเรื่องนี้กับคำถามที่มัจจุราชตอบกลับมาว่า 
“แล้ว30ปีที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ทำสิ่งที่อยากทำนั่นเล่า”
ด้วยแง่มุมที่ชวนให้ขบคิด ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด จึงกลายเป็นหนังที่พา บรรจง ปิสัญธนะกูลใช้เวลาอยู่กับหนังอย่างมหาศาล และกลายเป็นทางเดินของชีวิต ให้เลือกเข้ามาเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบออกมาในยุคที่วงการภาพยนตร์ไทยเบ่งบาน จนบรรจงได้มีโอกาสทำหนังใหญ่ในปี2547กับ “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” ที่ประสบความสำเร็จมหาศาล ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ชื่อของบรรจงกลายเป็นผู้กำกับร้อยล้านตั้งแต่หนังใหญ่เรื่องแรก
ผ่านพ้นวันเวลามา9ปี โต้ง-บรรจง พิสูจน์ตัวเองด้วยหนังอีก 4 เรื่อง ทั้ง แฝด (2550) สี่แพร่ง ตอนคนกลาง (2551) ห้าแพร่ง ตอนคนกอง (2552) และ กวน มึน โฮ (2553) แต่ละเรื่องกลายการันตีได้ว่าทำเงิน (ขนาดเรื่องที่ทำเงินน้อยที่สุดอย่างแฝด ยังโกยไปกว่า60ล้านบาท) 
เข้าสู่ปี2556 พี่มากพระโขนง ผลงานกำกับเรื่อง6ของบรรจง ปิสัญธนะกูล กวาดรายได้ไปกว่า106ล้านบาท ด้วยเวลาเพียงแค่4วันเท่านั้น (กูรูหลายคนฟันธงไว้ว่ายอดรวมน่าจะไปถึง250ล้านบาทด้วยซ้ำ)
ชื่อของ บรรจง ปิสัญธนะกูล จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งใน “ยอดผู้กำกับ” คำกำจัดความที่โต้งเองยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่
“จริงๆได้ยินก็กดดัน แต่ก็รู้ตัวเองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น หนังของเราจะประสบความสำเร็จในประเทศแค่ไหน แต่พอออกไปข้างนอก เราจะได้เห็นงานของยอดฝีมือ อย่างเกาหลีหรือไต้หวัน หนังพวกนี้ไปได้ทั่วโลก พอเห็นผลงานดีๆเหล่านี้เราก็จะรู้ตัวเองว่าเรายังตัวเล็กมากๆ ยอดฝีมือมันยังมีอยู่ทั่วโลกจริงๆ และมันก็ช่วยกระตุ้นให้เราไปข้างหน้า ให้เราเก็บประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น ให้ทำงานที่โตขึ้นได้อีก”
ต่อให้ผู้กำกับที่เป็นที่สุดก็ล้มเหลวได้?
“หนังมันถือเป็นข้อต่อกว่า10,000ข้อต่อ งานมันละเอียดมาก ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ และต่อให้เก่งแค่ไหนผู้กำกับทุกคนย่อมเคยมีผลงานที่ไม่ดี ที่สำคัญคนคนจะจดจำเราแค่ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายเท่านั้น หนังแต่ละเรื่องที่ผมทำต้องกล้าฉีกจากกรอบเดิมๆออกมา อย่างตอนที่ผมทำแฝดที่เราว่าแหวกของมาจากชัตเตอร์แล้วนะ แต่สุดท้ายรายได้ก็ลดลงไปเกือบครึ่ง พอมาถึงกวนมึนโฮ ถึงพี่มากพระโขนง หนังแต่ละเรื่องคนจะงงจะตั้งคำถามทั้งนั้น แต่เราก็ต้องกล้า”
นอกจากความกล้าแล้ว บรรจงบอกว่าหนังของเขาแต่ละเรื่องกว่าจะออกมาได้ต้องใช้เวลา1-2ปีในการหมกมุ่นกับเรื่องอยากจะเล่า ทั้งบทภาพยนตร์ มุมกล้อง การถ่ายทำ มาจนถึงการตัดต่อ ทุกอย่างต้องทำให้ดี แต่ถ้าถามว่าปัจจัยไหนที่ทำให้หนังของโต้ง-บรรจงโดดเด่นขึ้นมาจากเรื่องอื่นๆ บรรจงบอกว่าเป็นเรื่องของบทและการคัดเลือกนักแสดง
“ผมว่าผมเป็นคนกล้าแคสต์นะ อย่างตอนกวนมึนโฮ คนก็สงสัยในตัวของหนูนา เพราะที่ผ่านมาเคยเล่นแค่บทสมทบ แต่ผมเชื่อว่าถ้าบทได้ ต่อให้เล่นบทรองมา เล่นหนังเจ๊งมา ถ้ามันใช่มันก็ใช่ ตั้งแต่จ๋า อนันดา เต๋อ หนูนา มาจนถึงมาริโอ้ที่ดังแต่การมารับบทพี่มากคนก็สงสัย แต่ผมไม่สนเลย ถ้าบทมันได้ เล่นถึงมันก็ได้”
“เรื่องของบทภาพยนตร์หละ?”
บทภาพยนตร์สำคัญมาก เป็นส่วนที่วงการหนังไทยขาดหายอยู่ ในต่างประเทศคนที่จะเขียนบทหนังใหญ่ต้องเขียนหนังสือเขียนซีรี่ส์มาเป็น10ปี ที่ปราบเซียนคือศาสตร์การเขียนบทหนังมันคนละเรื่องกับการเขียนหนังสือเลย ผมเขียนมา6เรื่องก็ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ประเทศไทยไม่มีผู้เชี่ยวชาญในบทภาพยนตร์แม้แต่คนเดียว ทุกคนยังอยู่ในจุดที่ต้องพยายามสร้างงานกันอยู่
ศิลปะที่ดีกับการเอาตัวรอดทางการเงิน?
“ผมไม่เครียดเลย เพราะผมทำหนังที่ผมอยากดู ผมไม่เคยคิดว่าหนังเรื่องนี้จะเอาตังค์ เรื่องหน้าจะเอารางวัล ถ้าคิดแบบนั้นจริงๆผมจะรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่ามากๆ เพราะไม่ว่าเราจะทำหนังเรื่องะไรแนวหนัง มันก็ต้องเป็นหนังที่ดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าเราตั้งใจทำงานพาณิชย์เพราะผมอยากให้คนทุกเพศทุกวัยได้ดู แต่งานพาณิชย์มันก็มีงานพาณิชย์ที่ดีและเลว คนก็แยกแยะได้ ไม่ใช่ว่าพอพูดถึงงานพาณิชย์แล้วจะแปลว่าทุกเรื่องเป็นงานสุกเอาเผากิน และงานพาณิชย์ที่ดีหายากมาก ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ”
จำนวนและคุณภาพของหนังไทยที่ขาดหายไป ทำให้ปี2555ที่ถือเป็นปีที่หงอยเหงาของวงการภาพยนตร์ นอกจากเรื่องที่จับต้องได้อย่างยอดขาย ที่มีหนังหลักร้อยล้านเพียงแค่เรื่องเดียว (เอทีเอ็ม เออรักเออเร่อ) ไปจนถึงเรื่องของการห้ามฉาย (เชคสเปียร์ต้องตาย) ที่เป็นเหมือนมาตรวัดอีกฟากฝั่งของการเติบโตของวงการภาพยนตร์ไทย
“แม้ว่าโดยทั่วไปงานของผมจะไม่ค่อยหมิ่นเหม่ แต่ผมอึดอัดกับประเด็นนี้มาก วัฒนธรรมที่คนไทยชอบคิดแทนคนอื่นนี่ไม่ต้องไปถึงกระทรวงวัฒนธรรมหรอก เอาแค่คนในอินเตอร์เน็ทก็ชอบคิดแทนกันตลอด เช่นพอไปเห็นคำหยาบก็คิดแทนแล้วว่าไม่เหมาะสม เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี สำหรับผมคำหยาบที่มีในหนัง เกิดขึ้นจากตัวละคร ถ้าตัวละครมีเหตุผล อยู่ในเหตุการณ์ที่เหมาะสมจะพูดคำหยาบ มันก็มีได้ตามจังหวะ เราได้ยินคำหยาบมาตลอดแต่เราก็โตมาได้ ผมมักสงสัยว่าประเทศมันจะเจริญได้ไงถ้าเรายังคิดแทนกันอยู่แบบนี้ งานศิลปะมันต้องมีทุกแบบประเทศมันถึงจะไปข้างหน้าได้ อย่างในอเมริกาเขาสามารถมีพิธีกรในงานแจกรางวัลที่พูดจิกกัดอย่างแสบสันต์ คนก็หัวเราะกัน คนโดนกัดก็ไม่โกรธ ที่เขาทำได้เพราะงานด้านบันเทิงมันหลากหลาย ทุกแนวมีคนดูหมด ตลกร้ายแค่ไหนก็มีคนที่พร้อมจะเก็ท บ้านเรากว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ยังอีกนาน และมันก็เป็นตัวบอกได้ดีว่าประเทศไทยไปถึงไหนแล้ว”
จากลูกบ้าเที่ยวล่าสุดที่ปลุกความฝันของเขาที่จะได้ทำหนัง ถึงวันนี้ บรรจง ปิสัญธนะกูล บอกว่าความฝันของเขาตอนนี้คือการที่มีคนเชื่อถือในชื่อของผู้กำกับคนนี้ ขนาดที่เป็นตัวการันตีได้ว่า ไม่ว่าหนังจะออกมาในแนวไหน ใครแสดง ผู้คนก็อยากจะแห่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพียงเพราะชื่อ บรรจง ปิสัญธนะกูล เป็นตัวการันตีแล้ว
ด้วยความบ้าทุกเที่ยวล่าสุด
ความกล้าทำ และความตั้งใจทำในทุกรายละเอียด
ความฝันอันนั้น 

ถ้ายังไปไม่ถึง… ก็ใกล้มากๆแล้ว