Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/05/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บันทึกม็อบเสธ.อ้าย: มาตรฐานการสลายการชุมนุมของตำรวจ

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บันทึกม็อบเสธ.อ้าย: มาตรฐานการสลายการชุมนุมของตำรวจ

ที่เห็นและเป็นอยู่
บันทึกม็อบเสธ.อ้าย: มาตรฐานการสลายการชุมนุมของตำรวจ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ประเด็นที่คนถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในวันที่24พฤศจิกายน2555
วันที่กลุ่มองค์การพิทักษ์สยามรวมตัวชุมนุมใหญ่กันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีอยู่2เรื่อง
หนึ่งใครใช้แก๊สน้ำตาก่อน?
สองตำรวจทำรุนแรงไปหรือไม่?
แน่นอน เหตุและผลของการชุมนุมและวิธีการรับมือของรัฐบาลก็เป็นอีกเรื่องที่น่าเอามาขบคิด
แต่ในบทบาทในฐานะนักข่าวภาคสนาม ที่ขอวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่เห็นกับตา
จึงลงรายละเอียดเฉพาะสองข้อที่พูดถึง
หนึ่งใครใช้แก๊สน้ำตาก่อน?
ทันที่ผมรายงานสดเข้าไปที่เนชั่นแชนแนลตอนราวๆ08.30.เสร็จ
ก็ได้ยินผุ้ชุมนุมรอบๆลานพระบรมรูปทรงม้าคุยกันขรม
ว่าสถานการณ์ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ไม่สู้ดีนัก มิวายผู้ชุมนุมจะได้ปะทะกับตำรวจในไม่ช้า
ผมจึงฉงน ทำไมถึงได้ปะทะกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆของการชุมนุม ผิดวิสัยยิ่งนัก จึงรีบบึ่งรถไปสำรวจที่สะพานมัฆวาน
ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ ภาพที่ผมเห็นคือผู้ชุมนุมหลักพันกำลังเดินขบวนตามรถหกล้อ ที่มีแกนนำสุนทร รักษ์รงค์ ที่คราหนึ่งเคยเป็นแกนนำพันธมิตร จ.ชุมพร กำลังพูดใส่โทรโข่ง ปลุกเร้าสลับห้ามปรามให้ผู้ชุมนุมข้างล่างฟัง
ปลุกเร้าให้เดินไปข้างหน้า
ห้ามปรามไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับตำรวจ
ระหว่างนั้นผมกระโดดขึ้นรถหกล้อหัวขบวนเวทีย่อยขององค์การพิทักษ์สยามที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
ขึ้นรถได้ก็ถามไถ่จากแกนนำบนรถ ได้ความว่าเป้าหมายเช้าวันนี้
คือมุ่งหน้าไปตั้งฐานทัพบริเวณเลยแยกมิสกวัน เพื่อวางเวทีกำหนดปลายขบวนการชุมนุม
เฉกเช่นที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำในปี2551
บนรถหกล้อหัวขบวนคันนี้ นอกจากแกนนำองค์การพิทักษ์สยาม6-7คนที่คอยปราศรัยและสั่งการ
ยังมีพี่ๆสื่อมวลชน2-3คนที่กระโดดขอติดรถขึ้นมาด้วย (ภายหลังถูกตำรวจควบคุมตัวตามข่าว)
ส่วนใหญ่เป็นช่างภาพ ที่ตั้งใจขึ้นมาเก็บภาพจากมุมสูง
ภาพจากแนวปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจ
08.45.คือเวลาที่ผมกระโดดขึ้นไปบนรถหกล้อคันนั้น
เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผู้ชุมนุมแนวหน้าขององค์การพิทักษ์สยาม กำลังตัดรั้วลวดหนามและยกแบริเออร์ ทลายแนวป้องกันของตำรวจ เพื่อข้ามสะพานมัฆวานรังสรรค์เสียให้ได้
ขณะที่ขบวนของผู้ชุมนุมค่อยๆรุกคืบไปข้างหน้า ทีละนิด ทีละหน่อย
ระหว่างนั้น 
ผมก็เหลือบไปเห็นควันกลุ่มแรกจากพื้นที่ฝั่งของตำรวจ
แน่นอนมันคือควันจากแก๊สน้ำตา
ความวุ่นวายของสถานการณ์ และความไม่มั่นใจว่าภาพแก๊สน้ำตาที่ผมเห็นจะเป็นก้อนแรกที่มีการจุดในเช้าวันนั้นจริงๆหรือไม่
ทำให้ผมตัดสินใจ ยั้งปากไม่รายงานว่าใครใช้แก๊สน้ำตาก่อน
เพียงแต่บอกว่าเกิดการใช้แก๊สน้ำตาแล้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อมาคิดดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ถ้ามีคนบอกว่าแก๊สน้ำตาก้อนแรกถูกปามาจากฝั่งของตำรวจก่อน น่าจะฟังขึ้นกว่า
หนึ่งผู้ชุมนุมจะเอาแก๊สน้ำตามาจากที่ไหน (พล...วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กับผมในรายการเก็บตกจากเนชั่น วันอาทิตย์ที่25พฤศจิกายน2555 ยอมรับว่าแก๊สน้ำตากระป๋องเขียวเบิกใช้มาโดยฝั่งของตำรวจเอง หาใช่มาจากกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างที่โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล...ปิยะ อุทาโย เร่งรีบแถลงในตอนสายของวันที่24พฤศจิกายนไม่)
สองในการแถลงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าตำรวจใช้แก๊สน้ำตาก่อน
สามจากการพูดคุยกับตำรวจหลังเสร็จสิ้นการปะทะ ตำรวจหลายคนก็เล่าให้ผมฟังเองว่าฝั่งของตำรวจใช้แก๊สน้ำตาก่อน
และสี่ผมเห็นเองกับตา
จากประเด็นที่หนึ่งมาประเด็นที่สองกลายสลายการชุมนุมครานี้ตำรวจทำรุนแรงเกินไปไหม?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าการใช้แก๊สน้ำตาครั้งนี้ เทียบเคียงกับการใช้แก๊สน้ำตาครั้งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรในวันที่7ตุลาคม2551ไม่ได้
ครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บหนักหลายคน รวมถึงมีผู้เสียชีวิต
แต่ครั้งนี้ไม่มีใครเจ็บหนัก และตำรวจก็เลือกใช้วิธีการขว้างแก๊สน้ำตาแทนการยิง (จะยิงก็ในกรณีที่เหมาะสมอย่างเช่นในช่วงบ่าย) ซึ่งช่วยให้ความรุนแรงลดลง และสกัดกั้นผู้ชุมนุมได้อยู่หมัด
บวกกับเหตุผลของทางตำรวจว่าพวกเขาไม่ได้ขัดขวางการเข้าร่วมชุมนุมตามวิถีประชาธิปไตย แต่ให้เดินเท้าเข้าตามทางที่ได้ออกแบบไว้ นั่นคือที่วัดเบญจมบพิตร และ กองพลที่1รักษาพระองค์
ดังนั้นถ้าใครบอกว่าการเลือกใช้แก๊สน้ำตาน่าจะสมเหตุสมผล ก็ดูจะเถียงได้ยาก
คำถามต่อมาคือหลักการสลายการชุมนุมตามแบบฉบับสากล หลังจากการใช้โล่ผลักดันผู้ชุมนุมแล้ว… 
ตำรวจควรจะใช้น้ำฉีด หรือ ใช้เครื่องกระจายเสียงระดับสูง (LRAD ทำให้หูดับ) ก่อนหรือไม่?
แม้มีข้อโต้แย้งว่าในช่วงเวลาที่ชุลมุน 
ถ้าตำรวจต้องรอเรียกรถฉีดน้ำมาก่อน ก็คงโดนรถหกล้อทับบี้อยู่ตรงนั้น 
(ซึ่งความจริงผมว่าถ้าคนขับเขาตั้งใจชน แก๊สน้ำตาก็หยุดไม่อยู่หรอกครับ รังแต่จะทำให้เสียการควบคุมมากขึ้นไปอีก)
ประเด็นแรกคือที่บอกว่าช่วงเวลาที่ชุลมุนอยู่ตอนนั้นคือตอนไหน
ถ้าเป็นตอน08.45.ที่เขาเริ่มตัดลวดหนามนั่น ก็คือช่วงที่ชุลมุนกันแล้ว แต่ถ้าคุณลงไปอยู่ในพื้นที่ จะทราบว่าผู้ชุมนุมได้มายืนจ่อจ้องจะฝ่าด่านตำรวจไปตั้งแต่08.00.แล้ว 
ตั้งแต่08.00.จนถึง08.53. (นาทีแรกที่มีการใช้แก๊สน้ำตา) รวมเวลา53นาที 
53นาทีไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นหรือ
เครื่องฉีดน้ำมีไหม? LRADเตรียมพร้อมหรือไม่?
เรื่องนี้พล...วรพงษ์ ชิวปรีชา ชี้แจงว่าเครื่องฉีดน้ำจะใช้ได้ผลก็ในประเทศเมืองหนาวเท่านั้น
แต่ในเมืองร้อนแบบประเทศไทย ฉีดไปก็ห้ามปรามผู้ชุมนุมไม่ได้
รังจะเป็นสายน้ำอันชุมฉ่ำฉีดไปให้คนเขาชุมนุมกันอย่างเบิกบานท่ามกลางการผลักดันตำรวจเสียอีก
ส่วนเจ้าเครื่องกระจายเสียงระดับสูงLRAD พล...วรพงษ์บอกว่าเสียงเบาเกินไป ใช้ไปก็ห้ามปรามผู้ชุมนุมไทยไม่ได้สักสี (แล้วซื้อมาใช้ทำไมฟะ?)
สรุปใจความจากท่านรองผบ.ตร.แล้วได้ความว่า หลักการสลายการชุมนุมตามแบบสากลอาจจะใช้ไม่ได้กับการชุมนุมแบบไทยๆครับ
จุดนี้ไม่รู้ตำรวจคนอื่นจะคิดเห็นเหมือนต่างกันแค่ไหน
กลับมาที่คำถามว่าการสลายการชุมนุมของตำรวจในครั้งนี้รุนแรงเกินไปหรือเปล่า
คำตอบคงแล้วแต่มุมมองแต่ละท่านครับ
แต่โจทย์ที่ตำรวจควรตอบตอนนี้ 
ถึงตอนนี้หลักในการสลายการชุมนุมแบบไทยๆอยู่ตรงไหน?
ยังใช้ตามหลักสากลได้หรือไม่?
ถึงเวลาที่ตำรวจควรมีหน่วยปราปรามจราจรที่เชี่ยวชาญกว่านี้หรือยัง? (เชี่ยวชาญในที่นี้คือปราบปรามฝูงชนไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงนะครับ ไม่ใช่เชี่ยวชาญในการทำร้ายประชาชน)
หน่วยปรามปรามจราจรที่เชี่ยวชาญ ที่น่าจะเหมาะกับสมกับประเทศที่มีแกนนำการชุมนุมช่ำชองอยู่หลายกลุ่มก้อน