Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 18/08/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?

ที่เห็นและเป็นอยู่
เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

“เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?” เป็นชื่องานเสวนาที่ตั้งต้นจัดโดยประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน โดยมีนักศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์เข้าร่วมวงเสวนาด้วย เป็นชื่อการเสวนาที่ชัดเจนถึงการตั้งคำถามกับงานบอลประเพณีที่ถูกจัดขึ้นมาตลอด78ปีที่ผ่านมา


พูดตามตรงว่าคำถามที่ว่า “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?” เป็นคำถามที่ตรงใจผม เพราะในช่วงที่ทำข่าวอุทกภัยปีที่แล้ว การที่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตที่อยู่รอบๆรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ที่ต้องอยู่ในสภาพน้ำท่วมหนัก โดยที่ชาวบ้านหลายคนยังไม่สามารถซ่อมบ้านและตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเงินงบประมาณที่ใช้จัดงานบอล น่าจะเอาไปทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า

แม้ว่านักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นน้องของผมจะพยายามจัดกิจกรรมทั้งเปิดศูนย์อพยพ ทั้งซ่อมจักรยาน และอีกหลายๆกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือแล้ว แต่ในเมื่อยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังขาดแคลนอยู่ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราไม่ทุ่มเททุกแรงช่วยเหลือไปให้กับประชาชนเหล่านี้ เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นที่พึ่งพาและเป็นแบบอย่างในกับชุมชน และเมื่อได้ยินถึงการเสวนาในครั้งนี้ ผมก็อดจะให้ความสนใจไม่ได้

ทำไมนิสิต-นักศึกษากลุ่มนี้ ถึงได้ตั้งคำถามต่อการจัดงานบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครั้งนี้ผ่านวงเสวนา “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ” สรุปประเด็นหลักๆได้ว่า

1. สิ้นเปลืองงบประมาณ – ในวงเสวนาได้ให้ตัวเลขว่างานบอลหนึ่งครั้งต้องใช้งบประมาณกว่าสิบล้านบาท โดยรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ ลงรายละเอียดว่าในบางปี ค่าใช้จ่าชุดเชียร์ลีดเดอร์จะตกชุดละถึง300,000บาท ส่วนนักฟุตบอลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างนักก๊ฬาอาชีพมาเล่น ซึ่งไม่มีความจำเป็น เพราะถ้าใช้นักกีฬาที่เป็นนักศึกษาจริงๆ ก็ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ และยังจะทำให้มนต์เสน่ห์ของงานบอลมีมากขึ้นด้วย 

ในเรื่องนี้ดิน บัวแดง สมาชิกประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน เสนอว่าควรจะมีการจำกัดงบประมาณ ว่าค่าชุดเชียร์ลีดเดอร์ควรอยู่ที่เท่าไหร่ งบส่วนต่างๆไม่ควรเกินเท่าไหร่

เรื่องของงบประมาณนอกจากจะสิ้นเปลืองอย่างชัดเจนผ่านภาพที่ปรากฏออกทางสื่อในทุกๆปีแล้ว วงเสวนายังพูดถึงเรื่องของความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอีกด้วย เพราะที่ผ่านมาสมาชิกในกลุ่มก็พยายามตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่างบประมาณปีละกว่า10ล้านถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง และรายได้จากค่าบัตรผ่านประตูที่มหาศาล ก็เป็นอีกหนึ่งปมที่ดินได้ลงรายละเอียดไว้

“ในช่วงแรกของงานบอล รายได้จากค่าบัตรผ่านประตูถูกใช้เพื่อบำรุงการกุศล ไม่ว่าจะเป็นบำรุงการทหารในปีพ.ศ.2479-2486 สร้างเรือนพักคนไข้วัณโรคในปีพ.ศ.2492 บำรุงการศึกษาทั้งสองสถาบันในปีพ.ศ.2493-2497 มีการช่วยเหลือเฉพาะจุดด้วย เช่นการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ที่จังหวัดพิษณุโลกในปี2499” 
ซึ่งแตกต่างจากงานบอลในยุคสมัยนี้ ที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็นำถวายโดยเสด็จตามพระราชกุศลโดยไม่ทราบถึงรายละเอียด ยกเว้นเพียงแค่ปีพ.ศ.2537ที่มีการสมทบทุนโครงการพระราชดำริแก้ไขจราจร และปีพ.ศ.2541ที่มีการสมทบทุนไทยช่วยไทย ซึ่งรักษ์ชาติ์มองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เพราะไม่สามารถทำการตรวจสอบได้

รักษ์ชาติ์ยังเสริมด้วยว่างานบอลประเพณีแต่ละปี นอกจากจะสิ้นเปลืองเรื่องของงบประมาณแล้ว ยังสิ้นเปลืองเวลาด้วย เพราะระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม การจัดงาน ตั้งแต่ต้นจนถึงกิจกรรมสุดท้ายใช้เวลาเกือบทั้งปี ซึ่งเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในเรื่องของต้นทุนทางด้านเวลาเป็นอย่างมาก

2. เป็นปีที่ไม่เหมาะสม – วงเสวนาให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมด้วย2สาเหตุ ทั้งด้วยเพราะสาเหตุทางการเมือง และเรื่องของอุทกภัย ซึ่งดิน บัวแดงยกตัวอย่างว่าในอดีต งานบอลก็เคยถูกยกเลิกมาแล้ว โดยในปีพ.ศ.2485ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ไม่ต่างจากปีพ.ศ.2554 ซึ่งดินได้พูดในเวทีเสวนาว่า “ในปีนั้น นิสิต-นักศึกษา เขาคิดกันได้ว่าอะไรคือความเหมาะสม ไม่เหมาะสม” เป็นการตั้งคำถามโดยตรงต่อนิสิต-นักศึกษาในยุคปัจจุบัน

ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ำท่วมใหญ่ แต่2ปีถัดมา ในปีพ.ศ.2487-2491 งานบอลก็งดลงเพราะเกิดสงครามโลก ที่ทุกส่วนในสังคมได้รับผลกระทบ ทำให้งดจัดงานบอลไปโดยปริยาย


ถัดมางานบอลก็งดจัดอีกครั้งในปีพ.ศ.2516-2518 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแม้โดยภาพเหตุการณ์แล้วสถานการณ์ทางการเมืองในปีพ.ศ.2552-2554อาจจะไม่เหมือนกับปีพ.ศ.2516-2518ทั้งหมด แต่ในวงเสวนาก็อธิบายว่าแม้ภาพโดยรวมจะไม่เหมือนกัน แต่ลึกๆแล้วก็มีส่วนคล้ายกันมาก ทั้งในเรื่องของความเคลื่อนไหวที่ท่าพระจันทร์และเรื่องอื่นๆ ซึ่งในปีพ.ศ.2516-2518เมื่อทำการงดงานบอลแล้ว นักศึกษาก็มีเวลามากขึ้น และเป็นยุคเริ่มต้นของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท หรือทำการจัดนิทรรศการต่างๆด้วย

หลังจากนั้นงานบอลก็ถูกจัดมาโดยตลอด แม้กระทั่งในปีที่นิสิต-นักศึกษาเห็นว่าไม่ควรจะมีการจัด เช่นในปี2534ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดปัญหาก่อนเข้าสู่พฤษภาทมิฬ ที่องค์การบริหารนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ก็มีมติว่าไม่ควรจัดงานบอล แต่สุดท้ายงานบอลก็ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิษย์เก่าอีก หรือถัดมาในปี2541ซึ่งเป็นอีกที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศบอบช้ำ ผู้คนได้รับผลกระทบหนัก แต่สุดท้ายงานบอลก็มี โดยจัดล่าช้าไปหลายเดือน และใช้แก่นหลักของงานว่าด้วยเรื่องของความประหยัด

3. งานบอลในยุดนี้ไม่ได้ตอบจุดประสงค์ดั้งเดิมของงานบอลในยุคแรก – ทุกวันนี้งานบอลแตกต่างอย่างมากจากจุดประสงค์ในช่วงแรกที่มีการจัด โดยมองย้อนไปถึงครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2477 งานบอลเกิดจากกลุ่มนิสิต-นักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่จบมาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยในปีแรกบอลประเพณีเตะกันที่สนามหลวง ไม่มีพาเหรด ไม่มีขบวนล้อการเมือง ไม่มีเสื้่อเชียร์ ไม่มีการแปรอักษร และจุดประสงค์ที่แปลเปลี่ยนไปอย่างมากอีกอย่างคือเรื่องของช่องว่างระหว่างสถาบัน ที่แรกเริ่มเดิมที งานบอลถูกจัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดูเหินห่างระหว่างเด็กสวนกุหลาบที่แยกกันไปเรียนที่จุฬาฯและธรรมศาสตร์ 

เรื่องนี้วิทเยนทร์ มุตตามาระ อดีตเหรัญญิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ปีพ.ศ.2531เล่ารายละเอียดว่า
“เมื่อก่อนสองมหาวิทยาลัยนี้จะแตกต่างกันมาก จุฬาฯจะเป็นมหาวิทยาลัยปิด ส่วนธรรมศาสตร์จะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เป็นตลาดวิชา ภาพลักษณ์ของจุฬาฯก็ดูจะเป็นเด็กในเมืองอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนเด็กธรรมศาสตร์ก็จะดูลุยๆ ดูบ้านนอกกว่า ซึ่งเด็กสวนกุหลาบที่เคยสนิทกัน พอแยกย้ายไปเรียนคนละที่ก็อยากมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์โดยการเตะบอล ซึ่งเมื่อสมัยปีพ.ศ.2477มหาวิทยาลัยในประเทศมีแค่2ที่นี้ ซึ่งการจัดงานบอลในยุคนั้นก็เหมือนเป็นการกระชับสัมพันธ์และลดช่องว่างระหว่าง2มหาวิทยาลัยได้”

ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ  รักษ์ชาติ์ก็ได้ให้ความเห็นว่างานบอลยุคนี้สวนทางกับจุดประสงค์เดิม
“นอกจากจะลดช่องว่างในสังคมแล้ว งานบอลในยุคนี้ยังจะทำให้ช่องว่างระหว่างสถาบันการศึกษาในประเทศถูกถ่างขึ้นไปอีก เพราะงานบอลเป็นการส่งเสริมให้เกิดการภาวะสถาบันนิยม ดูได้จากตอนแปลอีกษร ธรรมศาสตร์ก็จะบอกว่าสถาบันของตัวเองเหนือกว่าจุฬาฯ จุฬาฯก็ไม่ต่างกัน ก็จะหาข้อเด่นของสถาบันตัวเองมาข่มฝั่งตรงข้าม” 
ซึ่งรักษ์ชาติ์บอกว่าทุกวันนี้ งานบอลเป็นการส่งเสริมทำให้2สถาบันหลักรู้สึกถึงความเป็นสถาบันนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดความห่างเหินจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเพิ่มขึ้นไปอีก และมันก็สะท้อนไปถึงภาพรวมของสังคมด้วย

เรื่องของจุดประสงค์ของงานบอลประเพณี ดิน บังแดง เสนอว่างานบอลจะจัดต่อไปก็ได้ แต่อยากให้เป็นการแข่งขันระหว่างหลายๆมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ งานบอลควรจะเป็นการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยทุกแบบ ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้กระชับสัมพันธ์กัน ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ดั้งเดิมที่เด็กสวนกุหลาบตั้งใจให้มีมากกว่า


4. นิสิต-นักศึกษา ไม่ได้ทำกิจกรรมได้คุ้มค่ากับงบที่เสียไป – หลายครั้งที่กลุ่มสนับสนุนให้มีการจัดงานบอลประเพณีให้เหตุผลว่างานบอลเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นิสิต-นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรมได้ดี ซึ่งเรื่องนี้รักษ์ชาติ์มองผ่านชีวิตนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าทุกๆปีนักศึกษาก็มีกิจกรรมให้ฝึกทำงานโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณกว่า10ล้านบาทในทุกๆปีอยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมกีฬาในคณะ ทั้งกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่น่าจะมีความจำเป็นจะต้องมีงานบอลที่ลงทุนมหาศาล ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อให้มีพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรม

ดิน บัวแดง เล่าในมุมของจุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตฝั่งจุฬาฯก็ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับการจัดการในแต่ละการแข่งขันซักเท่าไหร่ เพราะส่วนมากแล้วนิสิตที่ยังศึกษาอยู่ก็เข้าร่วมเฉพาะการแปลอักษร แบกขนอุปกรณ์ ซึ่งเปรียบง่ายๆว่าเป็นงานแรงงาน และไม่ได้ช่วยฝึกในนิสิตทำงานบริหารจัดการเท่าไหร่ ซึ่งดินบอกว่าที่ผ่านคนที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นศิษย์เก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กใหญ่ ทั้งการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ การหาแบบเสื้อบอล ไปจนถึงเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ

ในวงเสวนายังพูดถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านงานบอลในอดีตด้วยว่าเคยมีมาตลอด โดยในอดีตคนที่เคลื่อนไหวก็เป็นชื่อคอการเมืองคุ้นชิน ไม่ว่าจะเป็น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, อนุช อาภาภิรม, พิภพ ธงชัย, วิทยากร เชียงกูล และ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งเคยจัดกิจกรรมแจกใบปลิวค้านการจัดงานบอล หนักขึ้นหน่อยก็มีการแถลงเช่นในปี พ.ศ.2514 ที่มีการแถลงว่า

“เราไม่เห็นด้วยกับฟุตบอลประเพณีฯ แม้นเสียงของเราไม่ดังเท่าเสียงแหกปากตะโกนของบรรดาผู้สนับสนุนที่ตะโกน ตั้งแต่เช้ามืด-สว่าง และเที่ยงตะโกนทั่วนครหลวง แต่เชื่อว่าเสียงของเรามีเหตุผล เป็นเสียงของคนกลุ่มน้อยที่ไม่สามารถทนการกระทำบ้าๆบอๆของนักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในวันฟุตบอลประเพณีฯได้”

อย่างไรก็ตาม ดิน บัวแดง ผู้จัดวงเสวนาเรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือในครั้งนี้ก็ได้ย้ำว่าตนเองไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะล้มงานบอล และที่จัดให้มีการเสวนารูปแบบนี้ก็เต็มไปด้วยความหวังดี เพราะอยากจะเปิดพื้นที่ให้คนได้สะท้อนความเห็นไปยังผู้จัดงานบอลประเพณี ถึงจุดด้อยจุดอ่อนของงานบอลแบบที่เป็นอยู่ ให้คนได้แนะนำและเสนอทางออกเพื่อปรับปรุงให้งานบอลดีขึ้น เพื่อคงให้กิจกรรมระหว่างสองสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดยังคงมีอยู่

และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสาธารณะชนได้อย่างแท้จริง 
ตามแบบฉบับที่นิสิต-นักศึกษาไม่ว่าจะสถาบันไหนควรจะได้ทำ


เปิดหน้าคุย