Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 27/07/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ

ที่เห็นและเป็นอยู่ เนชั่นสุดสัปดาห์
ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

18 พฤศจิกายน 2554 – เซ็นทรัลลาดพร้าวพร้อมห้างร้านรวงต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมกับระดับน้ำที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวที่ลดลงจนเกือบแห้งสนิท นับจำนวนวันตั้งแต่วันแรกที่น้องน้ำเดินทางมาถึงห้าแยกลาดพร้าว จนถึงวันที่น้ำลดลงจนแห้งสนิทได้ 14 วัน


ที่ยกตัวอย่างห้าแยกลาดพร้าวมา เพราะถือเป็นมาตรวัดพื้นที่ กรุงเทพชั้นในในยุครถไฟฟ้า (ความจริงเข้าใจว่าตอนที่ผมเกิด ลาดพร้าวนี่ห่างไกลกับการที่จะถูกเรียกว่า กรุงเทพชั้นในมากๆ)  

18 พฤศจิกายน 2554 – ระดับน้ำที่ลำลูกกา, รังสิต, ดอนเมืองเหนือบิ๊กแบ๊ก, บางบัวทอง, บางกรวย เหล่านี้อยู่ในระดับ 1.50-1.80 เมตร ตามแต่สภาพสูงต่ำของพื้นที่ แต่ละพื้นที่ท่วมสูงมานานกว่าหนึ่งเดือน (หนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย บางจุดกำลังเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว)


18 พฤศจิกายน 2554 – ความจริงไม่ได้มีแค่ที่ลาดพร้าวเท่านั้นครับ ที่น้ำลดลงจนแห้งสนิท ชัยนาท อุทัยธานี อยุธยา นครสวรรค์ อ่างทอง จังหวัดเหล่านี้ในเขตตัวเมืองแห้งสนิทแล้ว แห้ง หลังจากอยู่ในภาวะน้ำท่วมมานาน อุทัยธานี56วัน อยุธยา62วัน อ่างทอง54วัน และนี่นับเฉพาะเขตในเมืองนะครับ นับเฉพาะเขตเมืองที่มีมาตรการป้องกัน ส่วนเขตนอกเมืองนั้นหลายที่ยังท่วมสูงอยู่ บางจุดท่วมนานกว่า4เดือนแล้ว (ใช่ครับ4เดือน 120วัน ถ้านับภาษาเศรษฐกิจก็คือท่วมทั้งไตรมาสไปเลย)


จำนวนวันและระดับน้ำที่ท่วมในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันไปตามกลยุทธ์และความสำคัญที่ทางภาครัฐได้วางเอาไว้ครับ อันนี้ผมว่าไม่ต้องถกเถียงกัน เพราะแม้กระทั่งหลายๆคนที่เจอน้ำท่วมหนักกว่าก็เข้าใจ เข้าใจว่าน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมท้องนา น้ำท่วมสยามสแควร์ย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมตลาดลาวที่นครสวรรค์ ทั้งในทางตัวเลขเศรษฐกิจ และในทางความสำคัญในเชิงพื้นที่ที่เป็นหัวใจในการเชื่อมต่อแต่ละชุมชน


หลายคนเข้าใจดีครับ ว่าแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย มีค่าไม่เท่ากัน


แต่เราก็ควรรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ของคนที่อยู่ในพื้นที่ ที่ถูกจำกัดความไว้ว่า สำคัญน้อยกว่าและต้องอยู่ในสภาพ รับน้ำแทนรับน้ำแทนเพราะเจอการกั้นน้ำ ผ่านคันกั้นน้ำ บิ๊กแบ๊ก และการออกแบบทางน้ำไหลต่างๆ เราควรจะได้ยินได้ฟังเสียงของเขาบ้าง เพราะน้ำท่วมรอบนี้ เกลียวน้ำช่วยสะท้อนให้เห็น ว่าคนไทยไม่ว่าจะอยู่เขตไหนจังหวัดใด แต่สุดท้าย เราก็ถูกร้อยเรียงไว้ด้วยกัน ผ่านสายน้ำต่างๆที่ไหลผ่าน แม้ว่าบางครั้ง มันจะไหลผ่าน ไม่เท่ากัน


เปล่าครับ ผมไม่สนับสนุนเลยกับการเน้นตอกย้ำความรู้สึกแตกแยก แบ่งพวกระะหว่าง คนกรุง/คนต่างจังหวัด คนเหนือ/คนใต้บิ๊กแบ๊ก คนกรุงเทพตะวันออก/ คนกรุงเทพตะวันตก เพราะแท้จริงแล้วไม่ว่าจะมีสื่อไหนมาสร้างวาทกรรมแตกแยกเพียงไร แต่เราก็ปฎิเสธความจริงไม่ได้ ว่าคนไทย แม้จะอยู่ต่างที่ต่างถิ่นกันแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็จะมีตัวเชื่อมถึงกันอยู่แล้ว 


อย่างตัวผม ที่ทุกวันก็ซุกหัวนอนอยู่ที่กรุงเทพ แต่ก็มีพ่อแม่อยู่นครสวรรค์ และในวันที่บ้านพ่อแม่ของผมที่นครสวรรค์น้ำท่วมสูงสองเมตร น้ำเริ่มเน่าเหม็น ก็ใช่ว่าท่านจะอยากให้น้ำถูกปล่อยลงกรุงเทพสักที น้ำที่นครสวรรค์จะได้ลดลงไปบ้าง ไม่ครับ ท่านไม่เคยมีแนวคิดเช่นนั้นโผล่มาสักห้วงความคิด ส่วนหนึ่งเพราะหลายชีิวิตที่ท่านรู้จัก รวมทั้งตัวผม ก็ใช้ชีวิตอยูที่กรุงเทพ คล้ายๆกับหลายคนที่แม้จะอยู่กรุงเทพ แต่ก็จะมีญาติอยู่ต่างจังหวัด หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด แต่ก็จะมีเพื่อนอยู่ในกรุงเทพ สังคมไทยมันพันเกี่ยวกันด้วยความเป็นคนกรุงเทพต่างจังหวัดกันจนแยกไม่ออกอยู่แล้ว


ความผูกพันธ์มีอยู่ตรงนี้ เกิดขึ้นกับคนไทยทุกชนชั้น และน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แม้จะมีสื่อบางประเภท จ้องตีจ้องแบ่่งให้คนไทยแตกแยก โดยเอาสายน้ำมากั้นขวาง พยายามยัดเยียดความคิดว่าเอ็งท่วม ฉันไม่ท่วม ไม่ยุติธรรมและมีอะไรผิดเพี้ยนซ่อนเงื่อนไว้อยู่ พยายามจะยัดเยียด แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงทำสำเร็จก็ได้น้อย เพราะคนไทยส่วนมาก ไม่ได้มีความคิดมักง่าย และนึกถึงแต่ตัวเองเช่นนั้น


นั่นคือคำยืนยันว่าการที่ผมอยากส่งต่อความคิดความเห็นของคนเหนือแนวกั้นน้ำ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแบ่งเพื่อแยกคน แต่ตั้งใจนำมาส่งต่อให้เรา ทั้งที่บ้านน้ำท่วมและไม่ท่วม ได้รับรู้และเข้าใจกัน


ผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับคนเหนือบิ๊กแบ๊กสองจุดครับ คือที่ดอนเมืองและรังสิต


ในวันที่ผมไป โดยเฉลี่ยคนสองจุดนี้เจอภาวะน้ำท่วมมานานหนึ่งเดือน ด้วยระดับน้ำสูงสุดสองเมตร (โดยเฉลี่ยนะครับ บางจุดสองเมตรครึ่ง) คนที่ใช้ชีวิตกับน้ำมานานขนาดนี้ ด้วยระดับน้ำที่สูงขนาดนี้ ย่อมคิดย่อมมองอะไรค่อนข้างมาก


คนแรกที่ผมได้คุยคือพี่ลักษณ์ครับ


พี่ลักษณ์บ้านอยู่ที่รังสิตปทุมธานี ใกล้ชุมชนรัตโกสินทร์200ปี พี่ลักษณ์ยอมรับว่าพี่ลักษณ์น้อยใจ น้อยใจกับการที่ต้องมาเจอภาวะน้ำท่วมยาวนานเช่นนี้ น้ำท่วมนั่นก็หนักแล้ว ยิ่งขาดการดูแลเข้าถึงของรัฐบาลยิ่งน้อยใจเข้าไปใหญ่ และที่น้อยใจที่สุด คือทุกครั้งที่พี่ลักษณ์ได้ยินสำนักข่าวรายงานถึงพื้นที่รังสิต แต่กลับต้องได้ยินนักข่าวพูดคำว่า ทุ่งรังสิตอยู่บ่อยครั้ง ปล่อยน้ำผ่านทุ่งรังสิต” “ให้ทุ่งรังสิตเป็นที่รับน้ำเป็นคำพูดผ่านการรายงานข่าว ที่พี่ลักษณ์บอกว่าเหมือนเป็นการรื้อฟื้นความน้อยใจที่ชาวรังสิตพยายามจะฝังเก็บไว้แล้ว


มันเจ็บใจทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดว่าทุ่งรังสิต คือมันเหมือนแกล้งลืมไปว่ารังสิตเป็นชุมชนแล้วพี่ลักษณ์อธิบายให้ผมฟัง พร้อมลงรายละเอียดต่อ


คือเมื่อก่อนรังสิตเป็นทุ่ง อันนี้เราเข้าใจ มันเป็นทุ่งก็จริง แต่มองไม่เห็นหรอว่าเดี๋ยวนี้รังสิตก็เป็นชุมชนชุมชนหนึ่ง มีบ้านเรือน มีโรงพยาบาล มีโรงเรียน มีห้างสรรพสินค้า รังสิตเป็นชุมชน เหมือนลาดพร้าว เหมือนสุขุมวิท ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ทำไมถึงยังเรียกว่าทุ่ง?”


พี่ลักษณ์เล่าให้ฟังน้ำท่วมสัปดาห์แรก พี่ลักษณ์พาครอบครัวอพยพไปอยู่บ้านเพื่อน แต่ผ่านไปกว่าสิบวันเริ่มมีอาการเป็นห่วงบ้าน จนสุดท้ายกลับมานอนที่บ้านในชุมชนรัตนโกสินทร์ 


พี่ลักษณ์คือตัวอย่างของคนที่อยู่เหนือบิ๊กแบ๊ก ที่แสดงอาการน้อยใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ใช่ว่าคนที่ต้องรับน้ำทุกคนจะคิดเหมือนพี่ลักษณ์ 


คนที่ก้มหน้ารับสภาพรับน้ำก็มี เช่นพี่สมชาย


พี่สมชายอยู่ในบ้านหน้าชุมชนรัตนโกสินทร์มา23ปี ที่บ้านเปิดร้านขายของชำ พี่สมชายอยู่กับพ่อแม่รวมสามคน พี่สมชายเล่าว่าก่อนน้ำท่วม ที่บ้านเตรียมการรับน้ำท่วมอย่างดี ทั้งก่อกระสอบทรายและก่อกำแพงกว่าหนึ่งเมตร แต่จุดที่ผิดพลาดคือยังไม่ได้ขนของขึ้นที่สูงทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่า ไม่น่าจะท่วมหรอกหรือ ถ้าท่วมก็คงค่อยๆมา มีเวลาขนของเป็นข้อผิดพลาดที่คล้ายๆกับที่หลายคนเจอมา


สภาพน้ำท่วมร้านมานานกว่าเดือน ทำให้บ้านพี่สมชายต้องพยายามดึงคืนความเป็นปกติกลับมาให้ได้มากที่สุด ถึงวันนี้พี่สมชายก็ยังเปิดร้านขายของชำอยู่ แม้ชั้นล่างของบ้านจะใช้การไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะน้ำยังท่วมสูงกว่า150เซนติเมตร พี่สมชายเล่าว่าของที่เอามาขายส่วนมากเป็นของที่เก็บหนีน้ำขึ้นมาทัน แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องออกไปซื้อจากข้างนอกเข้ามาขาย ซึ่งการออกไปเอาของเข้ามาค้าขายตามชีวิตปกติ และซื้อของเพื่อดำรงชีวิตแต่ละครั้ง ก็เป็นความท้าทายที่แสนทรหด


มีครั้งนึงออกไปเอาเครื่องสูบน้ำกับอาหาร น้ำมันยังท่วมกว่าสองเมตร ลำบากมากๆกว่าจะไปเอาเข้าบ้านมาได้พี่สมชายเริ่มเล่า


คือที่ออกไปเอานี่ก็ของจำเป็นในชีวิตใช่ไหม?” ผมถามแทรก
ใช่ๆ คือของจำเป็นในชีวิตทั้งนั้น เพราะกว่าจะออกไปเอาแต่ละครั้งได้ มันก็แทบต้องเอาชีวิตไปแลกมาทั้งนั้นพี่สมชายพูดไปยิ้มไป ให้กำลังใจตัวเองและคุณพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนเล่าเสริม
คือน้ำมันท่วมสองเมตรเนี่ย ลำบากนะ น้ำไหลแรงด้วย เราก็ไม่ได้มีเรือที่จะนั่งออกไปซื้อของ สุดท้ายต้องทำไง? ก็ต้องลากแพออกไป แล้วพอน้ำมันท่วมมิดหัว มันลงไปเดินลากเรือแทบไม่ได้เลยนะ มันต้องว่ายน้ำแล้วจูงเอา ซึ่งลำบากมากๆ


ลำบากขนาดนี้เคยคิดน้อยใจไหม ว่าทำไมแถวบ้านพี่ต้องเป็นจุดรับน้ำ?” ผมถาม
น้อยใจไม่มีหรอก แต่อยากให้เข้าใจกันหน่อย น้ำท่วมมิดหัวกับท่วมแค่คอเนี่ย ต่างกันเยอะนะ ถ้าตอนนี้ขอได้คือ ขอให้น้ำมันลดลงไปหน่อย ซัก10เซนติเมตรก็ได้ ให้ได้ลากแพแบบยืนได้หน่อย น้ำไม่มิดหัวหน่อย จะทำยังไงก็ได้ให้น้ำมันลงไปหน่อย เปิดบิ๊กแบ๊กก็ได้ สูบลงคลองก็ดี คือยังไงก็ได้ให้ลำบากคนอื่นน้อยที่สุดพี่สมชายอธิบาย


คือไม่ได้อยากให้คนอื่นลำบาก แต่ต้องขอแค่ให้น้ำลดบ้าง?” ผมถามย้ำ
ใช่ ให้ลงนิดนึง จากหัวถึงคอ แค่นั้น เพราะมันมีความหมายมาก แต่จากคอถึงเอวอะไรนี่พี่ไม่ซีเรียส มันไม่ต่างเท่าไหร่ มันก็ต้องลากแพอยู่ดี แต่ให้เหลือถึงคอ จะดีมาก


แค่นั้นพอ?” ผมถามเพิ่ม
ใช่ครับ แค่นั้นพอ คือเราไม่คิดไปน้อยใจใคร คือทางการภาครัฐเค้าก็มีวิธีการของเขา เขาก็คิดเป็นระบบของทั้งประเทศ เราจะไปน้อยใจก็ไม่ได้ เรามองที่ตัวเราเอาดีกว่า จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก มองที่เรา ว่าบ้านเราท่วมแค่ไหน ท่วมแค่คอต้องทำยังไง ท่วมมิดหัวต้องทำยังไง เอาแค่คิดว่าจะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ยังไงก็ลำบากมากแล้ว


ไม่คิดเปรียบเทียบกับลาดพร้าว สุขุมวิทหรอ เค้าท่วมแป้บเดียวเองนะ บางที่ไม่ท่วมเลย?” ผมถาม
ไปคิดยังงั้นไม่ได้ โอเคเราลำบากกว่าคนลาดพร้าวก็จริง แต่เราเปรียบเทียบฝั่งเดียวได้ยังไง? เราต้องมองคนที่โดนมาหนักกว่าเราสิ อยุธยา ปทุมธานี โหเค้าท่วมก่อนหน้าบ้านพี่มาสองเดือน นี่เพิ่งท่วมมาเดือนเดียว คือจะมองก็ต้องมองให้รอบด้าน รังสิตเราก็รับน้ำให้กรุงเทพชั้นใน อยุธยาเค้าก็รับน้ำให้รังสิต

พี่สมชายถือเป็นตัวอย่างของคนรับน้ำ ที่ก้มหน้าหาทางใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ได้ต้องการให้คนอื่นมารับความลำบากแทน


ขยับจากรังสิต ลงไปที่ดอนเมืองที่เป็นพื้นที่ถัดมา
ผมได้คุยกับพี่พิเศษที่บ้านอยู่เหนือบิ๊กแบ๊กที่ดอนเมืองไปไม่ถึง2กิโลเมตร อยู่ใกล้มาก เรียกว่าถ้าขับรถไปก็ไม่ถึง10นาที แต่ช่วงนี้น้ำท่วมเดินทางยากหน่อย เดินลุยน้ำบวกนั่งเรือ ก็ใช้เวลาซักหนึ่งชั่วโมง
ใช่ครับ จากสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง


เรื่องระยะเวลาการเดินทางเป็นปัญหา แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่พิเศษร้องเรียนคือเรื่องน้ำเน่าเสียและกลิ่นขยะ 
เพราะน้ำแถวดอนเมืองไม่ระบายมานาน ยิ่งหลังกั้นบิ๊กแบ๊กยิ่งไม่ไปไหน น้ำกักขังอยู่อย่างเดิม น้ำเน่าเสียมาจากอยุธยาผ่านมาถึงรังสิต สกปรกเท่าไหน รังสิตรับไว้เท่านั้น
พี่พิเศษเป็นหนึ่งในแกนนำที่เดินหน้าร้องเรียนขอให้รื้อบิ๊กแบ๊ก แน่นอนว่าบทบาทชัดเจนแบบนี้ไม่ต้องถามถึงเรื่องความรู้สึกว่าน้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจหรือไม่ ที่บ้านของพี่พิเศษต้องมาเป็นพื้นที่รับน้ำ


รวมตัวกันไปร้องเรียนรื้อบื๊กแบ๊กที่รัฐวางไว้แบบนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทำผิดกติกาของสังคมหรอครับ?” ผมข้ามไปถามคำถามนี้เลย
คือเราไม่ได้ร้องเรียนตามใจอยากนะ ใช่ว่าเอะอะเราก็ร้องเรียนเลย ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำเลย เราก็คิดพิจารณาก่อน นี่น้ำท่วมดอนเมืองมาหนึ่งเดือนแล้ว เราก็ยังไม่เคยร้องเรียนอะไร พอวางบิ๊กแบ๊กเราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าแถวดอนเมืองจะลำบาก แต่เราก็รอเวลาไปก่อน ปรากฎว่าผ่านมาสามวันน้ำไม่ลดลงเลย เราเลยเริ่ม คิดเริ่มวางแผนพี่พิเศษตอบ ยืนยันว่าการรวมตัวของชาวดอนเมือง ไม่ได้ทำด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ทำเพราะมันน่าจะมีทางออกทางอื่นได้


แล้วเปิดบิ๊กแบ๊กแบบนี้ น้ำมันไหลเข้าไปแถวหลักสี่ แล้วอาจจะไหลไปถึงกรุงเทพชั้นใน ไม่กลัวคนข้างในไม่พอใจหรอครับ?” ผมถามเพิ่ม
คือเราก็ตามข่าวนะ เราก็เห็นว่าข้างในน้ำลดเอาๆ ลดเร็วมากๆ แล้วเราก็ไม่ได้ไปรื้อบิ๊กแบ๊กทั้งหมด เราก็ขอไปเปิดบางส่วน เปิดแค่หกเมตร ให้น้ำมันได้ไหลผ่านไปได้บ้าง พอให้น้ำไม่เน่าไม่ขังไม่เหม็น ไม่ได้หวังว่าดอนเมืองต้องแห่้งเลย คือเราก็เข้าใจว่าเราเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ


พื้นที่ที่ต้องเสียสละนี่แหละครับคือสิ่งที่คนเหนือบิ๊กแบ๊กได้ยินและรับทราบมาตลอดเวลา โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือหลักการณ์ที่มากำหนดว่าพวกเขาถึงได้มาเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ ชุมชนที่พวกเขาอยู่ แตกต่างจากชุมชนอื่นๆตรงไหน?


และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่?
จนหลายครั้งมีการตั้งคำถามว่า รังสิต ดอนเมือง ปทุมธานี พื้นที่ที่มีคันกั้นน้ำขวางกั้นก่อนถึงกรุงเทพมหานคร พื้นที่เหล่านี้แท้จริงแล้ว เป็น พื้นที่ที่ต้องเสียสละหรือ พื้นที่ที่ถูกเอาเปรียบ


เป็นคำถามที่โยนกลับไปครับ
ความจริงคนในพื้นที่รับน้ำเหนือบิ๊กแบ๊กก็มีหลากหลาย อย่างที่เล่าให้ฟังในบทความนี้
มีทั้งทั้งโกรธ มีทั้งน้อยใจ มีกระทั่งคนที่ก้มหน้ารับสภาพไม่ร้องขออะไร ไม่เคยมีอารมณ์ขุ่นเคืองกับใคร
ไม่ต่างจากความเห็นของคนกรุงชั้นใน ที่ตอนนี้น้ำลดหมดแล้ว ก็ย่อมหลากหลายเช่นกัน มีทั้งเห็นใจและอยากช่วยรับน้ำ มีทั้งเฉยๆไม่ออกความเห็นอะไร มีทั้งไม่รู้ด้วยว่าพื้นที่ของตัวเองมีคนช่วยรับน้ำให้อยู่ และมีกระทั่งคนที่แสดงความไม่พอใจเมื่อมีใครชวนพูดคุยถึงเรื่องนี้


ความเห็นของคนทั้งโซนกรุงเทพชั้นใน และกรุงเทพชั้นนอกก็มีหลากหลายครับ
สุดท้ายแต่ละคนจะคิดจะเห็นอย่างไร 
ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจดีอยู่


แต่ที่แน่แท้คือ

เรื่องราวเหนือบิ๊กแบ๊กทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง
ที่เราควรได้รับทราบและเรียนรู้กันครับ