Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] มูลค่าของความหวัง

[ที่เห็นและเป็นอยู่] มูลค่าของความหวัง
ที่เห็นและเป็นอยู่
มูลค่าของความหวัง: เราจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปด้วยกัน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

10/10/2554 10.00.
คือเวลาน้ำไหลทะลักจากแนวสันเขื่อนที่บริเวณตลาดบ่อนไก่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์
ความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ ทั้งจากพายุต่างๆ ทั้งจากเขื่อนภูมิพล และจากเขื่อนสิริกิติ์ เข้ามาเต็มปรี่ที่เมืองปากน้ำโพบ้านเกิดของผม
บางจุดเมตรครึ่ง บางจุดสองเมตร
ส่วนที่บ้านผม แทบมิดศีรษะ


10 นาฬิกาตรงของวันที่ 10ตุลาคม2554 
คือเวลาประมาณการที่แนวสันเขื่อนที่บ่อนไก่ทลายลงมา จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
บ้างก็ว่าเป็นกลุ่มพนันขันต่อด้วยวงเงิน30ล้านบาท ว่าน้ำจะท่วมปากน้ำโพ ได้ส่งคนมาทำลายพนังกั้นน้ำในช่วงกลางวันแสกๆ
บ้างก็ว่าเป็นเรือชาวบ้าน2-3ลำที่มาจอดซื้อกับข้าวที่บ่อนไก่ แล้วคึกคะนองบึ่งเรือออกไปด้วยความเร็วแรง
พัดพากระสอบทรายด้านบนของเขื่อนพังทลายลงมาหมด


บ้างก็เอาแนวคิดแรกและแนวคิดที่สองมาบวกกัน


ว่าชาวบ้าน2-3คนที่ขับเรือมาซื้อของ รับงานของนักพนันมาทลายเขื่อน


แต่จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
เช้าวันจันทร์ที่10ตุลาคม2554เวลา10นาฬิกาตรง เขื่อนมันก็ได้ทลายลงมาแล้ว
เขื่อนขนาดความยาวกว่า11กิโลเมตรที่เทศบาลได้วางแผนจัดการมานานหลายปี ได้พังทลายลงมา
พังทลายลงมาเพียงแค่30เซนติเมตร ด้วยความกว้างเพียงแค่30เมตร


ใช่ครับ30เมตรจากทั้งหมด1,100เมตรของทั้งแนวสันเขื่อน


แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว 


เพียงพอที่จะทำให้น้ำพรุ่งพรูไหลทะลักเข้ามาที่ปากน้ำโพ
อย่างไม่จบไม่สิ้น


บันทึกไว้ได้ครับเหตุการณ์นี้
ว่าเขื่อนได้ถูกทลายในช่วงเช้าวันจันทร์ที่10ตุลาคม2554


แต่ที่ยังบันทึกกันยากหน่อย
คือห้วงเวลาที่ความหวังของคนนครสวรรค์ถูกพังทลายลงมาครับ


48ชั่วโมงแรกหลังก้อนน้ำก้อนแรกไหลเข้าสู่ตัวเมืองปากน้ำโพ
คนปากน้ำโพยังคงแลกเปลี่ยนข่าวสารกันด้วยความหวัง 
นายกตูบเอาอยู่
ทหารมาช่วยจากพิดโลกแล้ว
หินขลุกเข้าไปถึงแล้ว


เป็นข่าวสารที่ถูกส่งต่อ เซ็งแซ่ เป็นข่าวที่ถูกส่งต่อกันไป เก็บข้าวเก็บของย้ายหนีน้ำกันไป
ที่มาพร้อมกับข่าวสารคือรอยยิ้มครับ


ผมนั่งเรือจากถนนดาวดึงส์ ผ่านโรงเรียนโพฒิสาร มาถึงที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ได้เจอกับรอยยิ้มนับสิบ ยิ้มทักทาย ยิ้มให้กำลังใจ ยิ้มสู้ แม้กระทั่งยิ้มขื่น


ปากน้ำโพเป็นเขตไข่แดงเขตสุดท้าย ที่น้ำท่วมช้าที่สุดของนครสวรรค์
ความจริงต้องบอกว่าเป้นเขตไข่แดงเขตสุดท้าย ที่น้ำท่วมช้าที่สุดของภาคกลางตอนบน


เพราะชัยนาท อุทัยธานี ท่วมไปแล้วก่อนหน้า
จนน้ำไหลไปท่วมอยุธยาแทบทั้งจังหวัด นครสวรรค์จึงเริ่มท่วม
เรียกว่าท่วมช้ากว่าหลายสัปดาห์


ที่ท่วมช้า ก็เพราะว่าความหวังนี้แหละครับ


เขื่อนความยาวกว่า11กิโลเมตร ที่เทศบาลนครนครสวรรค์สร้างมา ก็สร้างมาด้วยความหวังครับ
ความหวังที่ว่า ประวัติศาสตร์น้ำท่วมหนักอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 2538 กระทั่งย้อนหลังไปปี 2485
จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง


ความหวังที่ว่าประชาชนจะไม่ต้องแบกของหนีขึ้นชั้นสอง
พ่อค้าแม่ขายจะไม่ต้องย้ายออกจากตลาดริมชล
ผู้คนจะไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติ เป็นหมื่น เป็นแสน
และจะไม่ต้องมีใครบาดเจ็บ เสียชีวิต จากเหตุน้ำท่วมอีก


นั่นคือความหวังของเทศบาลในการลงทุนสร้างเขื่อนแบบครบวงจรในครั้งนี้ครับ
เป็นความหวังที่สมหวัง จนถึงเวลาประมาณ 09:30 ของเช้าวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554
ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน ความหวังก็ค่อยๆทลายลงมา
มีคนบอกว่าถ้ารู้เช่นนี้เทศบาลก็ไม่น่าจะต้องไปเสียแรง เสียงบ ลงทุนทำเขื่อนมากมายขนาดนี้ครับ


ทำลงไปแล้วยังไง สุดท้ายก็มีค่าเท่ากัน


ท่วมเหมือนกัน


บ้างซ้ำเติมด้วยว่าถ้าปล่อยให้ท่วมแต่แรก ท่วมตามกระแสน้ำ ไม่ต้องไปทัดทายมัน ปล่อยให้มันค่อยๆท่วมมา


ยังจะดีกว่าท่วมแบบเขื่อนแตกแบบนี้


แต่ที่ผมเห็น ไม่เป็นเช่นนั้นครับ


ปากน้ำโพท่วมช้ากว่าที่อื่น และท่วมช้ากว่าที่ควรจะเป็นนั่นก็ดีแล้ว
ทำให้มีเวลาให้คิดให้อ่าน ให้ขนให้ย้ายกันเท่าที่ทำได้ไปก่อน
มีเวลาตั้ง 2-3 สัปดาห์ ระหว่างที่ดูข่าวจังหวัดรอบข้างน้ำท่วมไปก่อน
เป็น 2-3 สัปดาห์ที่ประชาชนได้รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาชีวิตคนไว้ได้มาก


นั่นคือสิ่งที่เราได้กลับมาจากเขื่อนขนาดความยาว11กิโลเมตรกว่าที่เทศบาลได้สร้างไว้
สร้างแนวสันเขื่อนที่เทศบาลสร้างไว้ด้วยความหวังว่าจะกั้นน้ำอยู่
ที่แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่ความหวังที่เราตั้งไว้มันก็ให้มูลค่ากลับมา


เป็นความพยายามที่น่าจะเห็นแจ้งชัดเจน
เพราะหลังเขื่อนพัง น้ำทะลักลงมา


ประชาชนในนครสวรรค์และปากน้ำโพไม่มีใครดุด่าว่ากล่าวผู้บริหารอย่างเทศบาล
หลายคนกลัวว่านายกเทศมนตรีจะเสียใจ เสียใจที่ท้านไม่ได้ทำตามที่หวัง


ส่วนประชาชนส่วนมากเข้าใจ เข้าใจเงื่อนไขและเข้าใจความรุนแรงของกระแสน้ำ
และในอีกทางประชาชนก็สมหวังแล้ว 
สมหวังกับการได้ผู้นำที่ทำงานเต็มที่
สำเร็จไม่สำเร็จนั้น เราเข้าใจ


นั่นคือส่วนที่เห็นและจับต้องได้นะครับ สำหรับมูลค่าแห่งความหวัง
ยังมีส่วนที่จับต้องไม่ได้ แต่มีคุณค่ามากมายมหาศาลอีก


ผมยังไม่ได้ตอบคำถามเลยใช่ไหมครับ
ว่าความหวังของคนปากน้ำโพ ได้ถูกพังทลายไปตามเขื่อนตอนไหน


ที่ยังไม่ตอบ เพราะผมคงตอบไม่ได้ครับ


เพราะเวลาผ่านไปคนตามท้องถนนก็ยังคงตั้งคำถาม
นายกตูบจะเอาอยู่ไหม?”
ทหารจะมาช่วยอีกเยอะไหม?”
หินขลุกเข้าไปถึงหรือยัง?”


ถามไป ให้กำลังใจกันไป


น้ำท่วมถึงบ่าถึงไหล่ แต่ก็ยังส่งใจไปว่าเราต้องสู้กับกระแสน้ำให้สำเร็จจนได้
แม้ว่าในใจจะจำนนกับความรุนแรงของมัน
เป็นความหวังเรือนลาง ห่างไกลกับความเป็นจริง
แต่ความหวังที่แม้จะไกลจากความจริงมันก็มีค่านะครับ


มีค่าในวันที่เราต้องต่อสู้ แบกของ หนีน้ำ
มีค่าในวันที่เราต้องแบ่งปัน อดมื้อ กินมื้อ เพื่อเอาไปช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า
เป็นความหวัง และเป็นกำลังใจที่ส่งถึงกันและกัน


ทำให้ผมอาจจะไม่มีทางหาคำตอบได้
ว่าคนปากน้ำโพหมดหวังไปตอนไหน
หรืออาจจะไม่เคยหมดไปเลยก็ได้ 
กับความหวังว่าซักวันหนึ่ง เราจะเอาชนะมวลน้ำก้อนเล็กใหญ่
ว่าซักวันหนึ่ง เราจะไม่ต้องมาเจอคนเจ็บ คนตายจากเหตุภัยพิบัติเช่นนี้อีก


ความหวังที่อาจจะไม่ได้เกิดในวันนี้ แต่ต้องทำให้ได้ในสักวัน
นั่นมูลค่าของความหวังที่ประเมินค่าไม่ได้
ความหวังที่ช่วยประคองให้เราเดินหน้าผ่านช่วงนี้วิกฤตินี้ไปให้ได้ ด้วยสองมือของเราเอง


บ้านน้ำท่วมทั้งที ผมมีเรื่องของผมมาเล่าให้ฟังสักหน่อย


ปี2538ที่น้ำท่วมหนักเทียบเท่าครั้งนี้ ผมอายุ11ปีครับ
ยอมรับว่าผมจำอะไรไม่ได้มาก จำไม่ได้ว่าช่วยป๊าม๊าขนของมากมายแค่ไหน
จำได้ลางๆว่าแอบไปงีบพักนึงจนป๊าโกรธใหญ่
ว่าทำไมไม่ไปช่วยขนของเลย


ปี2549ที่น้ำท่วมหนักไม่แพ้กัน ผมอายุ22ปีครับ
โตแล้ว และจำอะไรๆได้มาก แต่เป็นช่วงขวบปีที่วุ่นวายไขว่คว้าที่จะเรียนให้จบให้ได้
ไหนจะวุ่นวายกับกิจกรรมนักศึกษาทั้งทางการเมือง และทางการอาสาอีก
วุ่นวายจนจำได้ว่าน้ำท่วมปากน้ำโพปี2549ผมก็แทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรป๊าม๊าผมขนของเลย


กลายเป็นชะนักติดหลังอยู่สองเล่ม
เล่มแรกตอนเด็ก อีกเล่มโตขึ้นมาหน่อย
ชะนักที่ว่าเราไม่เคยได้ดูแลอะไรครอบครัวเลยยามที่เกิดวิกฤติ
เอาเวลาไปเที่ยวเตร่่ ช่วยเหลือคนอื่น


จนมาถึงปีนี้ ผมดีใจที่สุดทันทีที่รู้ข่าวว่าได้มาทำข่าวน้ำท่วมปากน้ำโพ
เมื่อมาถึงปากน้ำโพแล้วผมก็รีบดิ่งเข้ามาในเมืองทันทีครับ
แน่นอนดิ่งเข้ามาเก็บภาพข่าวไปเล่าในรายการ นั่นอย่างแรก
แต่ที่ใจมันพาเท้าเดินสวนกระแสน้ำ นั่นคือการได้มาหาป๊ากับม๊า


คนรักสนุกอย่างผมไม่ค่อยร้องไห้กับอะไรหรอกครับ
แต่ทันทีที่เรือจะเลี้ยวเข้าบ้านแล้วเห็นสภาพน้ำไหลทะลักผ่านรั้วบ้าน ถึงอกถึงเอว
เห็นแล้วมันใจหายครับ
น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่รู้ตัว ไหลทะลักออกมาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงพ่อแม่


แต่สุดท้าย ปีนี้ผมก็เดินทางมาหาท่านตอนน้ำท่วมบ้านจนได้ครับ
แต่ก็ได้แค่เดินทางมาหานะครับ ช่วยขนของก็ไม่ได้ทำ ช่วยขับรถหนีก็ไม่ได้แตะ
ได้แค่มากอดให้กำลังใจ พร้อมหอมซักหนึ่งฟอด
ให้รู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน อยู่ไม่ไกลจากป๊าม๊าเท่าไหร่


เท่านี้แหละครับผมก็เห็นสายตาของทั้งป๊าม๊ามีความสุขขึ้นได้มาก
เพียงแค่การได้รู้สึกถึงการได้อยู่เคียงข้างกัน


เท่านี้แหละครับที่พวกเรา คนไทยด้วยกัน จะแบ่งปันกันได้ในนาทีนี้
ความหวังและการอยู่เคียงข้างกัน


แล้วเราจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปด้วยกันครับ

  • เป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนนะคะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน…

  • Anonymous

    เดี๋ยวพรุ่งนี้ก้อเช้า เป็นกำลังใจให้ครับ

  • เป็นกำลังใจให้นะครับพี่เอม ติดตามข่าวทั้ง Facebook และ twitter เลย เป็นกำลังใจให้ทีมงานและทุกๆคนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่านเลย

  • Anonymous

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^

  • สู้สู้ ค่ะ คนไทยไม่ทิ้งกัน

  • ToT