Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 18/08/2017

Scroll to top

Top

บันทึกเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์

บันทึกเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์

ที่เห็นและเป็นอยู่

บันทึกเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

25 สิงหาคม มีการเลือกสมาชิกสภาธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมากขึ้น และ ได้รับการจับตาคนนอกรั้วธรรมศาสตร์ด้วยเช่นกัน ด้วยทั้งเพราะความต้องการอยากเห็นธรรมศาสตร์มีสภานักศึกษาที่ดี ด้วยเพราะความตื่นตัวทางการเมืองจากสนามใหญ่ และด้วยสีสันจากการหาเสียง

สีสันแรกผมพาไปรู้จักพรรค “เพื่อไทยเพื่อธรรม”



สรพงษ์ ลัดสวน สมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรม บอกว่าการที่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมมีโลโก้และชื่อพรรคที่สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

สรพงษ์เรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่4 เล่าแทนหัวหน้าพรรคว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมทุกคนเชื่อมั่นและยึดถือในอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแทบทุกคนก็กากบาทให้พรรคเพื่อไทย สรพงษ์ยืนยันกับผมถึงความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยของสมาชิกในพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมว่า

“เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพวกเราก็เลือกเพื่อไทยทุกคนครับ”

สรพงษ์บอกว่าสิ่งสำคัญที่เพื่อไทยเพื่อธรรมยึดมาจากเพื่อไทย คือแนวความคิดความเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง เพื่อไทยเพื่อธรรม กับ เพื่อไทย น่าจะเป็นเรื่องของ “นโยบาย”

เพื่อไทยเน้นนโยบายทางเศรษฐกิจ ปากท้องเป็นหลัก แต่เพื่อไทยเพื่อธรรมเน้นเรื่องแนวความคิดทางการเมือง

“เพื่อไทยเพื่อธรรมมองว่ายุคนี้ธรรมศาสตร์เข้าไปร่วมมือกับการเมืองระดับประเทศน้อยลงไปมาก อย่างเช่นกับสนนท. บทบาทธรรมศาสตร์แทบจะไม่มี เราอยากเข้าไปสร้างความรู้และประสานความร่วมมือเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้”

นั่นคือนโยบายแรกที่สรพงษ์บอกกับผม



“มองว่าทุกวันนี้ ธรรมศาสตร์มีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยกว่าก่อน?”
ผมถาม

“ใช่ครับ ทุกวันนี้เวลามีใครพูดถึงธรรมศาสตร์กับการเมือง ก็จะบอกว่าชื่อเสียงที่ธรรมศาสตร์มีทุกวันนี้ก็เพราะกินบุญเก่า ซึ่งผมแสลงใจ และอยากเข้ามาหาบุญใหม่ให้ธรรมศาสตร์”



สรพงษ์บอกผมว่าการตั้งชื่อที่ยึดตามแนวพรรคการเมืองระดับประเทศแบบนี้ มีทั้งผลได้และผลเสีย



แน่นอนว่าชื่อพรรคที่โดดเด่นบวกกับสีสันที่ติดตาทำให้คนจำชื่อพรรคง่าย และที่แน่ๆก็อาจจะดึงดูดคะแนนเสียง “คนเสื้อแดง” “คนเพื่อไทย” “คนรักทักษิณ” ในธรรมศาสตร์ได้บ้าง แต่สรพงษ์ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

“ในธรรมศาสตร์คนจะชอบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าเพื่อไทยอยู่แล้ว ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ชัดเจนว่าเขตเลือกตั้งในธรรมศาสตร์รังสิต คนก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า”

ผลเลือกตั้งอาจจะพิสูจน์ได้ยาก แต่ที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ “ป้ายหาเสียง”

พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมเป็นพรรคเดียวที่ “ป้ายหาเสียง” ถูก “ทำลาย”

สรพงษ์เล่าว่าป้ายของพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมโดน “ทำลาย” ไปทั้งสิ้น 6 ป้าย

“ทำลาย” เหมือนที่พรรคการเมืองระดับประเทศโดน บ้างก็โดนข่วน บ้างก็โดนขีด

แต่ที่ต่างจากพรรคการเมืองระหว่างประเทศคือท่าทางอาการตอบสนองหลังจากมีเหตุป้ายหาเสียงถูกทำลาย

การเมืองระดับประเทศ หลังโดนทำลายป้าย นักการเมืองจะออกมาโจมตี “ฝั่งตรงข้าม”

ถ้าป้ายเพื่อไทยพัง ประชาธิปัตย์ก็จะโดนโจมตี

ถ้าป้ายประชาธิปัตย์พัง เพื่อไทยก็โดนโจมตี



แต่ที่ธรรมศาสตร์นั้นแตกต่างไป

ทันทีที่ “ป้้ายหาเสียง” ถูก “ทำลาย” พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมไม่ได้ชี้นิ้วไปที่พรรคธรรมจักร พรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือพรรคไหนๆที่ร่วมการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง แต่กลับแสดงความกังวลออกมาชัดเจน กังวลว่าใครในธรรมศาสตร์แสดงท่าทีเช่นนี้ กังวลว่าความเข้าใจทางการเมืองของใครบางคนในธรรมศาสตร์ยังมีไม่มากพอ โดยไม่มีความกังวลว่าพรรคคู่แข่งจะเป็นคนทำ

ในทางกลับกัน

ทันทีที่ “ป้ายหาเสียง” ถูก “ทำลาย” พรรคคู่แข่งอื่นๆก็ไม่ได้แสดงอาการทับถม “เพื่อไทยเพื่อธรรม” ไม่มีการแสดงท่าทีชี้นิ้วใส่ ว่าเพื่อไทยเพื่อธรรมเป็นพรรคที่สังคมรังเกียจ แต่สิ่งที่พรรคคู่แข่งทุกพรรคทำ คือแสดงความเห็นใจ เห็นใจที่พรรคคู่แข่งถูกตัดแข้งขาอย่างไม่เป็นธรรม เห็นใจที่มีคนคิดไม่ดีในแวดวงธรรมศาสตร์

นี่คงจะเป็นความเหมือนในความแตกต่างระหว่างการเมืองสนามใหญ่ กับ การเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย

พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย-คู่แข่งในสนามเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่แสดงความกังวลว่าการที่ตั้งชื่อ “พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรม” และพรรคอื่นๆที่อิงกระแสการเมืองระดับประเทศ อาจทำให้ถูกหาผลประโยชน์จากผู้ไม่หวังดีได้ แต่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมก็ยืนหยัดในการก่อตั้งพรรคนี้ ด้วยเหตุผลข้อเดียว

“ธรรมศาสตร์ เสรีภาพทุกตารางนิ้ว”

เป็นเหตุผลที่สมาชิกพรรคนำไปชี้แจงกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย

จนได้ก่อตั้งพรรคนี้เพื่อลงสนามเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์

ถัดจาก “เพื่อไทยเพื่อธรรม” ผมพาไปรู้จัก “คอนเซอร์เวทีฟ”

ชื่อก็บ่งบอกแนวทางความคิดชัดเจนอยู่ ยิ่งมาเจอป้ายหาเสียงยิ่งชัดเจนใหญ่

“คอนเซอร์เวทีฟ” เลือก “สีฟ้า” เป้นสีของพรรค

มีโลโก้เป็นรูป “อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย” ที่ถูกล้อมโดย “รวงข้าว”

คอนเซอร์เวทีฟมีสโลแกนหลักว่า “เดินหน้าธรรมศาสตร์ ด้วยนโยบายเพื่อนักศึกษา” พร้อมสัญลักษณ์ forward เหมือนพรรคประชาธิปัตย์

ป้ายหาเสียงอีกหนึ่งป้ายของ “คอนเซอร์เวทีฟ” เขียนคำว่า “Together We Vote” พร้อมตัวอักษร สัญลักษณ์คล้ายป้าย “Together We Can” กลุ่มรณรงค์ทำความสะอาดหลังเหตุ 19 พฤษภา 2553 กลุ่มที่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกับ “ประชาธิปัตย์”

เรื่องของป้าย “Together We Vote” นี้ กฤษดาย้ำกับผมว่าไม่ได้เจตนาเลือกเพราะให้พ้องกับประชาธิปัตย์ แต่เลียนแบบมาใช้เพียงเพราะ

“ลงสีและออกแบบสวยดี”



กฤษดาที่ผมพูดถึงคือ “กฤษดา ปี้บ้านท่า” หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ กฤษดาเป็นเด็กใต้จากจังหวัด “สุราษฎร์ธานี”

กฤษดาบอกผมว่าสมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใต้ แต่ก็เปิดรับคนทุกภาคมาเข้าร่วมสร้างสรรค์พรรค กฤษดาบอกผมว่าตัวเขาเองก็เชื่อในแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็กาเบอร์10ให้ประชาธิปัตย์เช่นกัน

นโยบายของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ก็น่าจะเรียกได้ว่าอนุรักษ์นิยมสมชื่อ

กฤษดาย้ำกับผมว่าท่ามกลางกระแสความต้องการที่จะเห็นความ “เปลี่ยนแปลง” แต่สิ่งเดิมๆที่ธรรมศาสตร์ทำมา หลายอย่างน่ารักษาเอาไว้เช่นการรักษาธรรมเนียมการรับเพื่อนใหม่ ไปจนถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมในธรรมศาสตร์ให้ดี

และมีบางอย่างที่กฤษดาได้นำเสนอสิ่งใหม่ๆที่ธรรมศาสตร์ไม่เคยทำ

“ผมอยากให้มีการจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลทั้งวันแม่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมศาสตร์ไม่เคยทำ แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญในการที่เราจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” คือสิ่งใหม่ๆที่หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟอยากให้เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์



การเลียนแบบพรรคการเมืองไม่ได้มีแค่พรรคจากสองขั้วอำนาจใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีพรรคทางเลือกอีกด้วย กับชื่อ “พรรครักษ์โดม” อาจจะไม่เชื่อมโยงกับแนวทางทางการเมืองกับพรรคการเมืองระดับประเทศโดยตรง แต่สโลแกน “ขอเป็นฝ่ายค้าน ค้านเพื่อเคียงข้างนักศึกษา” ของพรรค น่าจะชวนให้หลายคนนึกไปถึง “พรรครักประเทศไทย” ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ได้อย่างทันที



“สมเกียรติ สมคำ” หัวหน้าพรรครักษ์โดมยืนยันเจตนารมย์การเข้ามาเป็นฝ่าย ค้านรูปแบบทางการเมืองของธรรมศาสตร์ที่แท้จริงแล้วไม่ได้มี “ฝ่ายค้าน” หรือ “ฝ่ายรัฐบาล” แต่คำว่า “ค้าน” ของพรรครักษ์โดมคือการค้านในสิ่งที่สมเกียรติมองว่าไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม อะไรที่ไม่ดีต้องกล้า “ค้าน”



ค้านองค์การนักศึกษา ถ้าเห็นว่าทำงานไม่เหมาะสม

ค้านผู้บริหารมหาวิทยาลัย เมื่อมองว่าบริหารงานเป็นธรรมกับนักศึกษา

“ค้าน” เช่นค้านโครงการทำทางวันเวย์ที่วิทยาเขตรังสิต ที่สมเกียรติเสนอว่าจะต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะมีนักศึกษาไม่เห็นด้วย

สมเกียรติบอกผมว่า “พรรครักษ์โดม” ไม่ได้จะเข้ามา “ค้าน” อย่างเดียว แต่ก็พร้อมเสนอความคิดใหม่เพื่อพัฒนาชีวิตของนักศึกษาธรรมศาสตร์ด้วย เช่นการติดไฟตามคัฟเวอร์เวย์ (ทางเดินรอบมหาวิทยาลัย) ที่มักมีจุดที่ไฟดับใช้การไม่ได้ และจะส่งผลอันตรายกับนักศึกษาผู้พิการ

อย่างไรก็ตาม พรรคที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ หาใช่สามพรรคที่อิงกระแสการเมืองระดับประเทศ แต่เป็นพรรคเก่าแก่ที่อยู่มานานอย่าง “พรรคธรรมจักร”

“ศิริพงศ์ อริยสุนทร” หัวหน้าพรรคธรรมจักรบอกว่าถือเป็นครั้งแรกที่เห็นเพื่อนนักศึกษาลงสนามเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยกระแสตั้งพรรคอิงพรรคการเมืองสนามใหญ่มากขนาดนี้ แต่พรรคธรรมจักรก็ยืนยันการทำงานในรูปแบบเดิม แบบที่พรรคธรรมจักรทำมาตั้งแต่สมัยปี2517-2519 คือ “เลือกทำปัญหาที่นักศึกษาเจอ และทำมันให้เป็นผลสำเร็จ”

ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคธรรมจักรรับปากว่าหาคอมพิวเตอร์มือสอง ส่งไปให้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิทยาเขตรังสิต และเมื่อได้รับเลือกตั้งมา พรรคธรรมจักรก็ทำจนเป็นผลสำเร็จ

การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน พรรคธรรมจักรก็รับปากว่าจะจัดหาคอมพิวเตอร์ให้กับชุมนุม-ชมรมต่างๆ เพื่อนำไปใช้งานจัดการในแต่ละชุมนุม และอีกหลายๆนโยบายที่เจาะจงแก้ปัญหาแต่ละอย่างที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ต้องมาเจอ

และการเลือกตั้งในวันที่ 25 สิงหาคม ก็มีนักศึกษาที่เชื่อมั่นในแนวทาง “เลือกทำปัญหาที่นักศึกษาเจอ และทำมันให้เป็นผลสำเร็จ” และเลือก “พรรคธรรมจักร” มาถึงครึ่งหนึ่ง