Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

[follow me] ตัณหาข่าว

[follow me] ตัณหาข่าว

Follow Me
ตัณหาข่าว
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

เคยเห็นในหนัง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ไหมครับ? เวลาที่เมืองกำลังถล่ม แล้วทุกคนรีบขับรถหนีออกจากบ้้าน จนรถติดต่อกันยาวเหยียดจนแทบจะเกยกัน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งใจกล้า ขับรถสวนทางทุกคน กลับเข้าไปในเมือง เพื่อช่วยแม่ เพื่อกลับไปหาภรรยา เพื่อกลับไปเอาอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่จะช่วยโลกนี้ไว้ได้ เคยเห็นภาพเหล่านั้นไหมครับ? ที่เอาภาพเหล่านั้นมาย้อนให้ฟัง เพราะผมรู้สึกว่าอารมณ์ของคนข่าวนี่ไม่ต่างจากคนที่ขับรถสวนทางเหล่านั้นเลย
ไล่สถานที่มาตั้งแต่ ราชประสงค์กลางปีที่แล้ว ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงต้นปี มาจนถึง อียิปต์ ลิเบีย และ ญี่ปุ่น ที่เหล่านี้แม้บนภาพข่าวจะดูน่ากลัว และเต็มไปด้วยความอันตราย แต่สถานที่เหล่านี้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว มันก็เหมือนกับสวรรค์ของคนข่าวดีๆนั่นเอง
ตอนมาทำข่าวใหม่ๆ รุ่นพี่ของผมเคยพูดดักทางเอาไว้ ว่าวันหนึ่งผมจะเสพติดกับการทำข่าว แรกๆผมยังนึกภาพไม่ออก จนได้มาสัมผัสความรู้สึกการได้เข้าไปล้วงความจริงและเอาออกมาให้ประชาชนรู้ ความรู้สึกที่เราได้เข้าไปถึงบ้านของชาวบ้านที่โดนน้ำท่วม บ้านหลังที่อยู่ท้ายสุด บ้านที่ไม่มีใครคิดจะเดินเข้าไปหา ไปเอาภาพข่าวความลำบากของชีวิตเขาออกมา แล้วพอมีคนเห็น ความช่วยเหลือก็หลั่งไหลเข้ามาที่บ้านหลังนั้น ให้ตายสิ มันเป็นความรู้สึกที่เสพจนติดเป็นบ้า
อาการเสพติดนี้ ส่วนมากแล้วจะส่งผลดีครับ เพราะมันเหมือนแรงผลักดัน ให้เรามีแรงทำงานมากขึ้น บางข่าวที่เรารู้สึก “พอ” กับรายละเอียดที่มีแล้ว เราก็จะใส่แรงผลักดันพิเศษนี้ลงไปอีกนิดอีกหน่อย จนงานของเราเสร็จสมบูรณ์ได้ ข้อดีอีกทางคือแรงผลักดันเหล่านี้แหละ ที่ช่วยขจัดความกลัวของเราได้ดียิ่ง ทำให้เรากล้าขับรถฝ่าฝูงชน เข้าไปในที่ที่คนอื่นอยากจะออกใจจะขาด ได้อยู่ตลอดเวลา
แต่บางครั้งมันก็ผลร้ายนะครับไอ้เจ้า “ตัณหาข่าว” เนี่ย เพราะแน่นอนว่าในสถานีข่าวแต่ละช่อง ก็จะมีการหมุนเวียนนักข่าว สลับสับเปลี่ยนกันออกไปทำข่าวตามความถนัดและตามวาระที่เหมาะสม จะให้นักข่าวคนเดียวทำทุกข่าวก็คงไม่รู้จะไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน หรือจะให้นักข่าวคนเดียวทำทุกข่าวที่สำคัญๆก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆมากนัก
พอถึงจังหวะที่เกิดข่าวใหญ่ๆ แล้วผมอดเป็นคนแบกรับภารกิจทำข่าวใหญ่ๆแต่ละที่นี่แหละครับ มันช่างทรมานเหลือหลาย คล้ายกับรักฟุตบอลที่เมื่อถึงนัดสำคัญๆแล้วผู้จัดการทีมไม่เปิดโอกาสให้ลงสนาม มันจะเกิดคำถามมากมายในสมอง “เอ๊ะนี่เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า?” “เราผิดพลาดตรงไหนทำไมไม่บอก?” หรือกระทั่งตีโพยตีพาย “ทำไมโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย” คำถามเหล่านี้ แม้อาจจะฟังดูเหมือนคิดเข้าข้างตัวเองไปบ้าง แต่หนีได้ยาก ที่จะไม่ให้มันเข้ามารุมเร้าในหัวของคนที่มีข่าวอยู่ทุกลมหายใจ
ที่ทำได้คือมองภาพกว้างๆไว้ครับ คิดถึงสาเหตุว่าอะไรทำให้เราถึงอยากลงไปในภาคสนาม เราอยากลงไปเพราะเราต้องการเป็นศูนย์กลางของข่าว เพื่อที่จะสร้างชื่อสร้างเสียงเพื่อส่วนตัวของเรา? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ปล่อยวางและทำใจได้ยากครับ แต่ถ้าเราถอยมาซัก2-3ก้าว ก็จะนึกได้เองว่าที่เราอยากลงไปในสนามข่าว เพราะต้องการเอาความจริงมานำเสนอ และลงไปด้วยหวังว่าเราจะได้ช่วยเหลือคน ถ้าเป็นเพราะสาเหตุหลังแล้วก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นเยอะ
เพราะถึงเราไม่ได้ลงไปทำหน้าที่เหล่านั้นในสนามข่าว แต่ก็กำลังมีคนบ้าข่าวอีกคน ที่กำลังทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่อยู่