Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 18/08/2017

Scroll to top

Top

คนสู้น้ำ ที่ปากน้ำโพ

คนสู้น้ำ ที่ปากน้ำโพ

ที่เห็นและเป็นอยู่
คนสู้น้ำ ที่ปากน้ำโพ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ณ วันที่เขียนบทความนี้ (20 กันยายน 2554) เขตเทศบาลนครนครสวรรค์เป็นเขตเมืองเขตเดียว ในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนล่าง ที่ยังอยู่รอดปลอดภัยจากน้ำท่วม
เรียกว่ารอด อย่างที่หลายคนไม่กล้าที่จะคาดคิด
เพราะด้วยกระแสน้ำที่รุนแรง รวดเร็ว แถมด้วยปริมาณน้ำที่มามากเป็นประวัติการณ์ อย่างที่ได้เห็นในจังหวัดรอบข้าง ทั้งชัยนาท อุทัยธานี พิษณุโลก รวมถึงนครสวรรค์ในหลายๆอำเภอด้วย
เขตเทศบาลนครสวรรค์หรือที่รู้จักว่าปากน้ำโพ แม้จะได้ประโยชน์จากการเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับต้นแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมมาอย่างต่อเนื่อง เอาเฉพาะที่ผุ้เขียนเกิดมาก็ตั้งแต่ปี 2538, 2543, 2549 ที่ระดับสูงจนท่วมเข้าเมือง เขตเศรษฐกิจเป็นอัมพาต ถนนแทบใช้การไม่ได้ โรงเรียนจำต้องปิด หลายคนนอนบ้านไม่ได้ และเกือบทั้งหมดต้องมาเจอกับสภาพสูญเสียทรัพย์สิน ไม่มากก็น้อย
ความจริงนายกมีประสบการณ์สู้น้ำท่วมนี้มาตั้งแต่ปี 2523 แล้ว” นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ เล่าย้อนประสบการณ์ หลังจากผมถามไปว่านายกสู้ภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่ปี2538เลยหรือเปล่า
“ผมเคยมีโอกาสช่วยงานคุณพ่อตั้งแต่สมัย2523 เรียกว่าเรียนจบจากเมืองนอกก็มาช่วยทันทีที่กลับมานครสวรรค์เลย” นายกจิตตเกษมณ์หรือ “นายกตูบ” ที่หลายคนคุ้นปากเล่าให้ฟัง ย้อนความไปถึงสมัยสำเร็จการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยงานคุณพ่อ ถาวร นิโรจน์ นายกเทศบาลนครสวรรค์คนก่อน ก่อนที่ตัวเองจะมาสืบต่อตำแหน่งนี้ต่อ
ความจริงภาระการดูแลปัญหาน้ำท่วมนี้บางทีก็เหมือนความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใกล้ตัว
คือหลายคนมักจะหลงลืมถึงความสำคัญของภัยน้ำท่วม จนกระทั่งมันเกิดภัยพิบัติต่อหน้า แต่ก็ยังมีคนที่เห็นความสำคัญของการดูแลภัยน้ำท่วมนี้มากพอ พอที่ทำให้นายกตูบชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นนายกเทศมนตรีได้หลายสมัย (แม้บางสมัยจะสูสีมากก็ตาม) แบบที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์การทำงานเรื่องน้ำท่วมนี้แหละ ที่เป็นหนึ่งในตัวเรียกคะแนนเสียงได้มาก มากพอที่จะกลบกระแสต่อต้านคนตระกูลนิโรจน์-นิโรจน์ธนรัฐ ให้มามีอำนาจในเทศบาล ด้วยเหตุผลว่าสืบต่ออำนาจมายาวนานกว่า40ปีแล้ว ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่ายาวนานเกินไปหรือไม่?
“น้ำมันจะมาทุกๆ5ปี สังเกตดูได้ 2538, 2542, 2549 มันจะมีวัฎจักรของมัน แต่ถือว่าช่วงหลังๆมานี่มาถี่มากขึ้น เราต้องรับมือแทบทุกปี” นายกตูบเล่าให้เห็นภาพการรับมือน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งกระทั่งคนปากน้ำโพอย่างผม บางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้หลั่งไหลมาทุกปี สาเหตุหนึ่งเพราะไม่ได้เข้ามาสัมผัสการทำงานรับมือน้ำท่วมแบบใกล้ชิด กระทั่งได้มาตามทำข่าวน้ำท่วมครั้งนี้
หินคลุกเราจะใช้ในเมือง ส่วนหินผุถ้าเอาไปใช้ในเมืองมันจะสกปรก ไม่เหมาะที่จะใช้ในเมือง หินผุคือหินลูกรัง ส่วนหินคลุกคือหินที่ขนาดเล็กกว่า มันจะจับตัวหลังตีบนถนน มันจะจับตัวแน่นเลย ซึ่งส่วนมากจะใช้ในตลาด เพราะมันไม่สกปรก แต่ก็ต้องใช้งบเยอะ” นายกตูบอธิบายถ่ายทอดความรู้การป้องกันภัยน้ำท่วม
เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์สู้ภัยน้ำท่วมที่มากว่า30ปี
เป็นความรู้ในเชิงปฎิบัติการที่มีอยู่ในตัวนายกเทศมนตรี 
เป็นความรู้ที่มีมากกว่าผู้ปฎิบัติงานหลายคน มากพอที่ทำให้พนักงานเทศบาลรับฟังและทำตาม ซึ่งเป็นภาพที่เห็นในไม่บ่อยในการเมืองระดับประเทศ ที่ผู้ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่จะมีความรู้ในเชิงปฏิบัติการมาก มากพอที่จะสั่งการคนทำงาน (ส่วนมากจะเห็นแบบที่ต้องมีที่ปรึกษาคอยบอกบทอยู่ตลอด)
รายละเอียดปลีกย่อยอย่างเรื่องหินคลุก-หินผุ เป็นเพียงแค่หนึ่งในรายละเอียดปลีกย่อยของมาตรการรับน้ำท่วมเท่านั้น เทศบาลนครนครสวรรค์วางแผนรับมือกับน้ำแบบระยะยาวมาตลอด และที่เป็นปัจจัยหลักในการรับมือน้ำท่วมครั้งนี้คือสถานีสูบน้ำ8สถานี ที่วางกระจายอยู่ตามจุดชุมชนต่าง ทั้งที่อาคารเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา ธ.กรุงไทย หรือ จุดใหญ่ที่สะพานเดชาติวงศ์ ซึ่งสถานีสูบน้ำเหล่านี้เมื่อวางระบบได้อย่างถาวรแล้วก็ช่วยร่นแรง ร่นเวลาในการทำงานวางเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กแบบที่เคยทำมาในอดีตได้มาก
“สถานีสูบน้ำ บ่อนึงมีสองตัว เผื่อว่าไฟฟ้าใช้การไม่ได้หนึ่งตัวก็ยังทำงานได้อยู่ สถานีสูบน้ำมีทั้งส่วนของกรมโยธาของเทศบาลและบ่อสูบของบ่อบำบัดน้ำเสีย ที่หน้าที่หลักคือกำจัดน้ำเสีย แต่ในภาวะน้ำหลากก็มาช่วยทำหน้าที่สูบน้ำด้วย” นายกตูบอธิบายเรื่องของสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม
แต่ละสถานีสูบน้ำลงทุนเยอะไหมครับ?” ผมถาม
“ของกรมโยธาลงทุนไปทั้งหมด110ล้านบาท อันนี้เฉพาะของเทศบาล4สถานี” นายกตูบเล่าเพิ่ม ก่อนจะอธิบายว่าการลงทุนทำสถานีสูบน้ำดูเหมือนใช้เงินลงทุนเยอะ แต่คุ้มค่ามาก เพราะถ้าไม่มีสถานีสูบ เทศบาลก็ต้องดำเนินมาตรการดูแลน้ำท่วมแบบชั่วคราว ซึ่งต้องเสียงบปีละหลัก20-30ล้านอยู่แล้วในการสรรหากระสอบ หินดินทราย และ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งมาตรการชั่วคราวนี้ลงแรงไปก็ได้ใช้งานแค่ปีเดียว
“ความผิดพลาดที่ผ่านมาคือเวลาเราเอากระสอบทรายมาลง เราจะเอาดินมาถมก่อน ซึ่งฐานที่เป็นดินมันอ่อนเกินไป ทำให้กระสอบทรายที่มีน้ำหนักเยอะไปกดจนฐานข้างล่างมันพัง น้ำมันก็ไหลผ่านเขื่อนที่เราตั้งใจสร้างไว้” ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้เทศบาลผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางเดินรถเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ ซึ่งคาดว่าสิ้นสุดปี2554ถ้าภัยพิบัติต่างๆคลายตัวลงก็น่าจะสร้างได้แล้วเสร็จทุกโครงการ เป็นถนนสายใหม่ ยาวมาตั้งแต่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ มาถึงตลาดสดริมน้ำที่ป้อมหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่านอกจากประโยชน์ในการใช้เป็นฐานป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจด้วย
นอกจากโครงการเส้นทางเดินรถสายใหม่แล้ว ช่วงภาวะน้ำท่วม นายกเล็กแห่งเทศบาลนครนครสวรรค์ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ มีโอกาสได้เสนอแนวนโยบายเร่งด่วนให้กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการตรวจเยี่ยมน้ำท่วมด้วย
ข้อเสนอเร่งด่วน คือการของบ80ล้านบาทในการพัฒนาเขื่อนตามแนวตลาดสดริมน้ำไปจนถึงป้อมหนึ่ง ระยะทางยาวหนึ่งกิโลเมตร ในการขยายฟุตปาทออกไป6เมตร และเพิ่มความสูงของเขื่อนสูงขึ้นอีกหนึ่งเมตรรวมเป็นสี่เมตร เพื่อคงสภาพตลาดให้เป็นที่ท่องเที่ยวได้ตลอด แม้ในภาวะที่ต้องเจอกับน้ำหลาก ซึ่งในปัจจุบันแม่เทศบาลจะกั้นน้ำไว้อยู่ แต่ต้องใช้พื้นที่ในการป้องกันน้ำท่วมมาก ทำให้พ่อค้าแม่ขายที่ตลาดริมน้ำจำเป็นต้องระหกระเหินหาทำเลตั้งร้านขายของ-ขายอาหารกันใหม่ทุกครั้งที่เจอกับภาวะน้ำหลาก
แน่นอนว่าการรับมือกับภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่สามารถทำได้คนเดียว
4คืนที่ผมปักหลักรายงานข่าว น้ำท่วมที่ปากน้ำโพ ภาพที่เห็นจนชินตาคืออาสาสมัครทั้งเยาวชนและประชาชนที่มาช่วยคนละไม้คนละมือในการทำงานสู้น้ำ
เรียกว่างานนี้น้ำกับคนสู้กันตัวต่อตัว
กำลังที่อาสาสมัครแต่ละคนมี ที่ทำได้ดีที่สุดคือการจัดการกับกระสอบทราย ทั้งเอาทรายใส่ถุง ทั้งขนย้าย ส่งถุงทราย จัดวางเรียงป้องกันกระแสน้ำ
อาสาสมัครเยาวชนส่วนมากเป็นนักกีฬาจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครสวรรค์นั่นแหละ น้องๆเหล่านี้บอกกับผมแบบซื่อๆว่า
มาช่วยก็สนุกดีครับ ถ้าไม่มาช่วยก็นอนอยู่หอเฉยๆ มาอยู่นี่เหนื่อยหน่อยแต่ก็สนุก แถมได้ฟิตร่างกายก่อนไปแข่งกีฬาด้วย
น้องๆเหล่านี้ทำงานอาสาสมัคร
แต่เป็นอาสาสมัครที่ชั่วโมงทำงานมากกว่าคนทำงานประจำหลายคนครับ
เริ่มงานกะแรก9โมงเช้าถึงเที่ยง กะที่สองบ่ายสามถึงงานเสร็จ ซึ่งกว่างานจะเสร็จนี่ไม่เคยเร็วกว่าสองทุ่มครับ อย่างคืนที่ผมไปสัมผัสการทำงานนี่ทำจนถึงเที่ยงคืน แต่ก็ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวทำงานกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะตากแดด-ตากฝนแค่ไหน
หันซ้ายหันขวา ถามถึงผู้ที่ดูแลน้องๆอาสาสมัครเหล่านี้ ก็ไปเจอดร.ภิญโญ นิโรจน์ ประธานสโมสรฟุตบอลจังหวะนครสวรรค์อีก ใช่ครับชื่อ-นามสกุลคุ้นๆ ดร.ภิญโญเป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยนายกชวน หลีกภัย เป็นพี่ชายของนายกตูบ-จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นี่แหละ
ซึ่งภาพการทำงานแบบนี้ทำให้บางกลุ่มบางก้อนตั้งก่อคำครหา ว่าจะให้ตระกูลนิโรจน์นิโรจน์ธนรัฐครองเมืองปากน้ำโพไปอีกนานแค่ไหน?
แต่มองอีกทางก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าการทำงานที่ใกล้ชิดกันของคนในตระกูล ก็สามารถเดินงานให้รวดเร็วมากขึ้น เฉกเช่นที่ประจักษ์ในการทำงานรับมือภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ ที่เรียกว่าทำงานได้ใจชาวบ้านร้านตลาด จนมีการส่งกำลังใจผ่านสื่อทั้งเก่า-สื่อใหม่ ทั้งป้ายผ้าและเสียงเชียร์ทางโซเชียลมีเดียอยู่เสมอๆ 
เรียกว่าเป็นโอกาสในวิกฤติที่นายกตูบได้โอกาสในการพิสูจน์ฝีมือที่ผ่านการกลั่นกรองประสบการณ์หลายปี แล้วให้ประชาชนชาวเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้ตัดสินในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยตัวเอง