Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บันทึกฟุตบอลกระชับมิตร: บนเส้นทางของเสื้อแดง

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บันทึกฟุตบอลกระชับมิตร: บนเส้นทางของเสื้อแดง

ที่เห็นและเป็นอยู่
บันทึกฟุตบอลกระชับมิตร: บนเส้นทางของเสื้อแดง
นภพัฒน์จักษ์  อัตตนนท์
1. ในวันเดินทางไป
“เนชั่นของคุณสุทธิชัย หยุ่นเนี่ยอะหรอ?”  เสียงปลายสายถามผมกลับมา ระหว่างที่ผมโทรศัพท์ไปจองที่นั่ง เพื่อร่วมขบวนทัวร์เสื้อแดง เดินทางจากกรุงเทพไปพนมเปญ เข้าชมฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างคนเสื้อแดงและกัมพูชา
“ใช่ครับๆ ผมเป็นนักข่าวเนชั่นของคุณสุทธิชัย หยุ่นนี่แหละครับ ช่วยจองให้สองที่นั่งนะครับ ผมจะไปทำข่าวหนะครับ” ผมยืนยันกับปลายสาย พร้อมกับแลกเปลี่ยนรายละเอียด วิธีการโอนเงิน การจองที่นั่ง ที่นอนจนครบครัน
“ใครมามั่งเนี่ย? คุณกนกกับคุณธีระจะมาด้วยไหม?” ปลายสายถามผม
“ไม่หละครับ มีแค่ผมกับช่างภาพครับ” ผมตอบแล้ววางหูไป
หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ผมจึงได้มาเจอกับคนเสื้อแดง150คน บนรถทัวร์คันใหญ่3คัน ที่เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าของวันศุกร์ที่ 23 กันยายน มีเป้าหมายที่กรุงพนมเปญ ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า14ชั่วโมง เป็นการเดินทางบนรถที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม และที่สำคัญ เป็นการเดินทางกับกลุ่มคนที่ผมไม่เคยได้เจอะเจอพูดคุยมาก่อนในชีวิต
“น้องเอมไปกับพวกเราได้นะ แต่พี่ขออย่างเดียว ช่วงเวทีเสวนาพี่ห้ามเข้าไปถ่ายภาพนะ” ผู้จัดทัวร์เสื้อแดงครั้งนี้บอกกับผมระหว่างเดินทาง เธอพูดถึงเวทีเสวนาการเมืองในวันรุ่งขึ้น ที่จะมีจักรภพ เพ็ญแขมาเป็นผู้พูดบนเวที ผมรับปากจะไม่เข้าไปในห้องเสวนานั้น เพราะอยากเข้าร่วมเดินทางไปกับทัวร์ตลอดทั้งวันแบบสบายใจ
พูดถึงเรื่องของการห้ามฟัง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ถูกห้ามพูด
การเดินทางกว่า16ชั่วโมงทำให้ผมได้ยินประโยค 
“อะไรพูดที่ประเทศไทยไม่ได้ ก็มาพูดที่เขมรนี่แหละ!” อยู่บ่อยๆ
มักจะเป็นประโยคตั้งต้น ก่อนที่จะมีการจับกลุ่มพูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่เมื่อผมได้เข้าไปฟังแล้ว บางเรื่องก็พูดได้ แต่บางเรื่องก็อาจจะพูดในประเทศไทยไม่ได้จริงๆ
อีกด้านหนึ่ง การเดินทางในวันนั้นต้องถือว่าเต็มไปด้วยสีสันครับ ผมได้สัมผัสพูดคุยกับคนเสื้อแดงที่โดยรวมแล้วเป็นคนน่ารักและสนุกสนาน และก็มีเรื่องราวสนุกๆที่ได้พบเจอ อย่างเรื่องของความภูมิใจในความเป็นเสื้อแดงที่เกิดบนโต๊ะอาหารมื้อหนึ่ง ที่เมืองบัตตัมบอง กัมพูชา
ที่ทันทีที่พวกเราทานอาหารเสร็จแล้ว เด็กเสิร์ฟได้นำของหวานมาวางไว้บนโต๊ะ 
ของหวานมื้อนั้นเป็นขนมชั้น ขนมที่ต้องใช้ส้อมในการจิ้มทาน
ความสนุกมันอยู่ตรงส้อมนี่แหละ
บนโต๊ะอาหารมีคนนั่งทานอยู่แปดคนตามมาตรฐานทั่วไป
ทางร้านจึงจัดเตรียมส้อมมาให้แปดอัน ซึ่งเรื่องราวมันเป็นประเด็นขึ้นเพราะสีสันของส้อมทั้งแปดนี่แหละ
ส้อมแปดอัน แบ่งเป็นสีแดง น้ำเงิน เขียว และ เหลือง อย่างละสองอัน สี่สี สีละสองอัน รวมเป็นแปดอันพอดิบพอดี
ความที่ส้อมสีแดงมีแค่สองอัน คนเสื้อแดงหกคนจึงเกิดอาการแย่งชิงส้อมสีแดงสองอันกันอย่างสนุกสนาน
แย่งกันแบบเล่นๆ แต่แอบออกอาการเอาจริงเอาจัง
แสดงออกถึงความภูมิใจในความเป็นคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่
ในความเป็นเสื้อแดง เมื่อเดินทางมาถึงกัมพูชา ก็ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
เพราะการต้อนรับของกัมพูชา ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่มีต่อคนเสื้อแดงต้องถือว่าอยู่ในระดับวีไอพี
“บัตรสมาชิกนปช.” สามารถใช้แสดงตนในที่ต่างๆได้อยู่เสมอๆ 
เช่นตอนที่เข้าชมฟุตบอล 
เช่นตอนที่มีปัญหาอะไรกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา
เรียกว่าถ้าโชว์บัตรนี้เมื่อไหร่ จะได้รับการปฏิบัติชั้นเลิศ
ยังไม่นับชาวเขมรหลากหลายคนที่ต้อนขับสู้คนเสื้อแดงอย่างดี
เอาแค่สองวันที่ผมอยู่ที่กัมพูชา ก็มีคนเขมรแวะมาทักทายอยู่ตลอด
“คนเสื้อแดงใช่ไหม? พวกเราชอบคนเสื้อแดง หยิงลักษณ์ ชินาวัตรา (ตามสำเนียงเขา) เบอร์หนึ่งดีที่สุด พวกเราชอบคนเสื้อแดง ไม่ชอบอภิสิทธิ์!” คือหนึ่งในตัวอย่างคำพูดที่ผมได้เจอ ช่วงระหว่างการเดินทางไปพนมเปญ
เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่แสดงถึงความกลมเกลียวระหว่างคนเสื้อแดงและกัมพูชา ที่มีอยู่ในทุกหย่อมหญ้า ได้เป็นอย่างดี
2. ในวันกระชับมิตร
ผมยืนอยู่ที่หน้าปรัมพิธีของการแข่งขัน ในวินาทีที่สมเด็จฮุนเซ็นผู้นำกัมพูชาเดินลงสู่สนาม
อยู่ในจุดที่ได้ยินเสียงประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชารวมกว่าหมื่นคนส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับ
ในวินาทีที่สมเด็จฮุนเซ็นกำลังจะเดินลงสนาม
เมื่อมองไปใกล้ๆ ก็ได้เห็นคนไทยไม่น้อย ยื่นมือยื่นแขนเข้าสวมกอดแสดงความรักและชื่นชมผู้นำกัมพูชาอยู่อย่างต่อเนื่อง
หันไปอีกทางก็เห็นป้าย “We Love Hun Sen” พร้อมได้ยินเสียงคนไทยตระโกน “แคมพูเชียสู้ๆ! แคมพูเชียสู้ๆ!” จากกองเชียร์เสื้อแดงไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง
ทำให้นึกได้ว่าสมเด็จฮุนเซ็น เป็นอีกบุคคลที่สะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างในสังคมไทยได้มาก ระหว่างรัก ระหว่างชัง ไม่ต่างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเลยแม้แต่น้อย
“คนกัมพูชาที่ติดตามดูการฟุตบอลนัดนี้ เพราะอยากเห็นสมเด็จฮุนเซ็นนายกของเราเล่นฟุตบอล เพราะปกติท่านจะตีกอล์ฟกับเล่นวอลเลย์บอล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นท่านใส่กางเกงขาสั้น เตะฟุตบอล” สม ไชยา บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์CTN พิธีกรในงานเล่าให้ผมฟัง
“ที่คนรอดูฟุตบอลนัดนี้กันมากเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่?” ผมถามซ้ำ หลังจากได้ยินว่าฟุตบอลนัดนี้ได้รับการถ่ายทอดสดผ่าน2สถานีโทรทัศน์ในกัมพูชา มีคนติดตามทั้งในและนอกสนามมหาศาล
“หลักๆเขาก็อยากดูสมเด็จฮุนเซ็นเล่นฟุตบอล คืออยากเห็นท่านมีสุขภาพแข็งแรงด้วย การได้เห็นผู้นำของประเทศลงมาเตะฟุตบอลถือเป็นเรื่องที่ทำให้คนกัมพุชาดีใจมากๆ” สม ไชยาอธิบาย
“แล้วสาเหตุอื่นหละ เรื่องการเมือง เรื่องการกีฬา?” ผมถาม
“ก็มีบ้าง เราก็อยากสนับสนุนให้เยาวชนกัมพุชาเล่นกีฬามากๆ ซึ่งฟุตบอลนัดนี้ก็ถือเป็นการโปรโมทอย่างหนึ่ง แต่เรื่องการเมืองนี่ไม่เท่าไหร่ เค้าไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น” สม ไชยาเล่าให้ฟัง
“คนที่นี่เขารู้จักคนเสื้อแดงที่มาเตะฟุตบอลนี้มากน้อยแค่ไหน?” ผมถามทันทีที่เหลือบไปเห็นณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดบอลให้กับสมเด็จฮุนเซ็นทำประตู
“ก็รู้จักนะ ณัฐวุฒิ จตุพร ก่อแก้ว หมอเหวง คนกัมพูชาก็รู้จัก เพราะคนที่นี่เขาได้ดูเอเชียอัพเดทด้วย เพราะที่นี่เคเบิ้ลช่องต่างๆก็มาเปิดเยอะ เราก็ปล่อยให้เป็นอิสระ ให้คนได้รับชมกันอย่างเสรี” สม ไชยา ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสื่อเล่าให้ผมฟัง
ตลอดช่วงการพูดคุยกับสม ไชยาผมเห็นถึงแววตาแห่งความภาคภูมิใจในการได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ ซึ่งนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสได้ลงสนามได้อธิบายสั้นๆว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “Historical Event” ของกัมพูชา ที่คนที่มีส่วนร่วมจะยินดีปรีดาและภูมิใจเป็นอย่างมาก
และที่สำคัญมันยังสะท้อนภาพออกทางสื่อในวันรุ่งขึ้น ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ฮุนเซ็น-ทักษิณ คนเสื้อแดง-คนเขมร ได้เป็นอย่างดีด้วย กับภาพคนไทยชูป้าย “We Love Hun Sen” ที่ปรากฎบนหน้าสื่อขายดีอย่างหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพเดลี่
เป็นภาพที่ปรากฎบนหน้าข่าว ทั้งในกัมพูชา และสายตาชาวโลก
3. ในค่ำคืนการเลี้ยงฉลอง
เสียงเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสองดังมาจากแกรนด์บอลรูมของโรงแรมแคมโบเดียน่า
ท่วงทำนองคุ้นหู ช่วยให้ผมจำเพลงนี้ได้ แม้ว่าสำเนียงการร้องของนักร้องชาวเขมรจะแตกต่างไปจากสำเนียงของคนไทยไปบ้าง
แต่ความตั้งใจในการเอนเตอร์เทนผู้ฟังของเธอมีเต็มที่ 
หลุดจากเวทีมา ผมเห็นแกนนำเสื้อแดงที่คุ้นหน้าจากเวทีราชประสงค์ครบทุกคน ทั้งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จตุพร พรหมพันธ์, หมอเหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และแกนนำรายย่อย ทั้งแรมโบ้อีสาน, จ่าประสิทธิ์, เจ๋ง ดอกจิก กำลังรำวงไปกับเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสองกันอย่างสนุกสนาน
เผลอแว้บเดียวก็ได้เห็นพี่เต้น-ณัฐวุฒิรินไวน์ให้กับภรรยาแก้ม-สิริสกุลดื่ม แบบไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นประเด็นบนเฟซบุคเหมือนคราก่อน
อีกทางก็ได้เห็นอ.ธิดา โตจิราการ ประธานนปช.ที่เดินทางมาพร้อมกับหมอเหวง รำวงอยู่กลางฟลอร์
เป็นภาพแกนนำแดง “เกือบครบหน้า” ที่เคยพบเจอที่เวทีราชประสงค์ คึกครื้นคลุกเคล้าความสัมพันธ์กับกัมพูชา ที่ต้องรับขับสู้อย่างเต็มที่
ที่ต้องบอกว่า “เกือบครบหน้า” เพราะแกนนำแดงที่หลายคนจับตาอยากเจออยู่ อย่างกี้ร์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรองกลับไม่ได้ปรากฎที่ฟลอร์เต้นรำของโรงแรมแคมโบเดียน่า สถานที่สังสรรค์ตามที่นัดหมายกันไว้กับสื่อ
แต่ “พี่กี้ร์-สไปเดอร์มันต์” กลับไปโผล่อยู่อีกหนึ่งโรงแรม แบบไม่มีใครทราบ ไม่มีใครเห็น โดยเฉพาะสื่อ
จะมีที่รู้ก็เพียงแค่คนเสื้อแดงวงใน 
ที่กว่าจะรู้ว่าแกนนำกี้ร์อยู่ที่ไหนก็ตกค่ำ
กว่าจะเดินทางไปหาก็เหลือเวลาให้พบปะถ่ายรูปน้อยเหลือเกิน
ยิ่งกับขบวนนักข่าวยิ่งแล้วใหญ่ งานนี้เรียกว่าตกแทบยกชุด
จะมีก็ทีมสำนักข่าวเนชั่น ที่ไหวตัวทัน ได้เข้าไปพูดคุยกับสไปเดอร์มันต์ 
จนรอบนี้ได้เรื่องแหกด่าน พรางตัว หลบกระสุนแสนนัดกลับมาฝากให้อ่านกัน
4. ในวันสัมภาษณ์จักรภพ
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง คือแกนนำที่ผมไม่ได้เจอ
จักรภพ เพ็ญแข คือแกนนำที่ผมได้พบเจอ
เดิมทีผู้จัดงานเสวนาของจักรภพปิดช่องทางที่ผมจะได้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาด
ย้ำว่าห้ามเข้างานเสวนา ห้ามถ่ายรูป
พูดคุยได้ แต่ยังไม่ให้สัมภาษณ์
จนผมได้เจอตัวกับพี่เอก-จักรภพ จึงเอ่ยปากขอสัมภาษณ์กันโต้งๆตรงนั้น 
ต่อหน้าทีมงานที่ห้ามผมมาตลอดนั่นเลย
“สัมภาษณ์ออกเนชั่นหรอ? ได้นะๆ แต่ขออย่าถ่ายให้พี่ดูอ้วนละกัน” จักรภพ เพ็ญแข ตอบรับให้สัมภาษณ์แบบสบายอารมณ์ ผมตบปากรับคำว่าจะถ่ายไม่ให้คุณจักรภพดูอ้วน
การสัมภาษณ์จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างกระทันหัน ต่อหน้าทีมรักษาความปลอดภัยและทีมงานของคุณจักรภพไม่น้อยกว่า6คน
“ช่วงนี้ผมก็เป็นผู้ลี้ภัยจากกระบวนการยุติธรรมไทย ต้องการที่จะมาเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของคนในโลก เพื่อจะมองกลับมาที่ประเทศไทยว่า มีปัญหาอะไรบ้างที่ต้องแก้ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้พี่น้องคนไทย คิดหาทางแก้ไขปัญหาด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นช่วงนี้ ก็ถือเป็นผู้สังเกตการณ์จากภายนอก” คุณจักรภพอธิบายตำแหน่งและหน้าที่ที่ตัวเองทำอยู่ในขณะนี้ พร้อมเล่าถึงภารกิจที่ทำอยู่ในช่วงนี้ เช่นการออกเยี่ยมเยียน อธิบายแนวความคิด รับฟังแนวความเห็น ติดต่อสานสัมพันธ์ คนเสื้อแดงที่มีอยู่ในทั่วโลก ซึ่งจักรภพยืนยันว่า “เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล”
“ฟังดูแล้วน่าจะต้องเดินทางบ่อย มีที่ไหนที่อยู่ประจำไหมครับ หลายคนบอกว่ากัมพูชานี่แหละ?” ผมถาม
“หลายที่ครับ อย่างกัมพูชาก็เป็นที่หนึ่งที่เดินทางเข้าออกเป็นระยะๆ คือการต่อสู้แบบเรามันอยู่ที่ไหนนานไม่ได้หรอกครับ มันหนักใจเจ้าของประเทศเขา ถึงแม้ว่าเขาจะสนับสนุนเราทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมีมารยาท ไม่สร้างปัญหาให้กับใครเขา ถึงแม้เขาจะไม่ได้แสดงกิริยาว่ารังเกียจใดๆ แต่เราก็ต้องรู้สึกก่อน ก่อนที่เขาจะแสดงท่าที” จักรภพพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
“ชนชั้นนำในประเทศไทย มีแนวคิดดูถูกเพื่อนบ้าน ดูถูกกัมพูชา ดูถูกพม่า ดูถูกเวียดนาม ดูถูกลาว ซึ่งแนวความคิดพวกนี้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องเขตแดน เรื่องโบราณปราสาทต่างๆ จึงเป็นปัญหาไปหมด” จักรภพเล่า พร้อมเล่าด้วยว่าสมเด็จฮุนเซ็น เคยบอกว่า “ทุกครั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จะไม่เคยต้องมีปัญหาระหว่างประเทศ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลอำมาตย์ จะสร้างปัญหาเสมอๆ”
“กับคุณทักษิณคุณจักรภพได้พูดคุยเรื่องอะไรบ้าง?” ผมต้องเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเวลาสัมภาษณ์จำกัด
“ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เจอบ่อยครับ แต่ถ้าได้เจอก็จะให้กำลังใจท่าน เพราะท่านมีภาระทางการเมืองต้องทำอยู่เยอะ ขณะเดียวกัน แต่ที่ทราบคือช่วงเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้คนเข้าใจท่านทักษิณมากขึ้นเยอะ ดีกว่าที่ผ่านมามาก แต่ขณะเดียวกันเราต้องทำให้ความรักที่คนมีต่อท่านทักษิณ เป็นความรักที่สร้างสรรค์ ที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เพราะเราไม่ต้องการจะสร้างลัทธิคลั่งหรือบูชาบทคนขึ้นมาแทนที่กัน เราควรจะก้าวข้ามจากเกมเด็กไปสู่เกมผู้ใหญ่ ด้วยการที่ทำให้คนทั้งหลายในบ้างเมืองเกิดความเคารพนับถือ วันแมนวันโหวต เคารพในสิทธิทางการเมืองของกันและกัน และจากนั้นเราจะสามารถที่จะสร้างระบอบการปกครองที่มันยอมรับนับถือทุกคนได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่คุณทักษิณได้รับความนิยมนั้นก็ดี แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับการนำความนิยมนั้นไปสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง” คุณจักรภอธิบายยาว ตามสไตล์ที่คุ้นตา
“เมื่อซักครู่คุณจักรภพก็บอกเองว่าคุณทักษิณมีภารกิจทางการเมืองเยอะ ซึ่งแม้กระทั่งคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเองบางคนก็ติงว่าคุณทักษิณเข้ามามีบทบาทกับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์มากไปหรือเปล่า คุณจักรภพคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?” ผมถาม
“ผมว่าคุณทักษิณไม่ได้อยากยุ่งกับการเมือง แต่ท่านอยากยุ่งกับประชาชน เพราะฉะนั้นเวลาท่านเดินทางไปที่ไหน มวลชนเขาก็อยากไปหาท่าน แล้วท่านก็คงไม่ปฎิเสธการที่จะได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นกันตามประสาคนที่รักระบอบประชาธิปไตย ตรงนี้คงไม่ใช่การเมือง ส่วนของรัฐบาลในตอนนี้ ผมคิดว่าทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา จะต้องได้รับอิทธิพลในทางใดทางหนึ่ง จากคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว เราต้องมองว่ารัฐบาลเป็นร่างทรงทางประชาธิปไตย ที่สามารถเปิดโอกาสให้คนร่วมแสดงความเห็นได้ ซึ่งผมก็มองว่าเราก็ไม่ควรไปตัดคุณทักษิณออกจากโอกาสในการรับฟังความเห็น เพียงแต่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องรับฟังความเห็นคนอื่นๆด้วย” คุณจักรภพตอบ
“ผมอยู่ที่เมืองไทยตลอด คุณจักรภพจะคล้ายกับคุณทักษิณอยู่อย่าง ตรงที่แม้จะมีคนรัก แต่ก็มีคนไม่ชอบอยู่มาก คุณจักรภพมองเรื่องนี้อย่างไร” ผมถาม
“ขอบคุณที่ถามเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่ไม่ชอบผม ไม่เห็นด้วยกับผมเนี่ย คือกลุ่มเป้าหมายต่อไปที่ผมจะต้องไปอธิบายให้เขาฟัง คนที่รักกันมันไม่ต้องคุยกันเยอะแล้ว เพราะเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่ในกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจนี่ต้องคุยเยอะ และมันคืองานด้านประชาธิปไตย เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกันถือเป็นสรณะทางประชาธิปไตย ผมเลยไม่ถือว่าความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นปัญหา และมิหนำซ้ำ ความคิดที่ยังมีคนไม่เข้าใจเรามันกลับเป็นเหมือนเชื้อเพลิงให้ผม ทำให้เครื่องยนต์ผมทำงาน ทำให้ผมมีกำลังใจให้ลุกขึ้นทุกวัน เพื่อไปอธิบายโน้มน้าวให้เข้าใจความคิดผมให้ได้ แต่ก็ให้สิทธิ์ทุกคนว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ” คุณจักรภพตอบ
“คุณจักรภพกลับบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?” ผมเปลี่ยนมาถามเรื่องชีวิตส่วนตัวบ้าง
“ผมออกมาจากเมืองไทย หลังวันสงกรานต์มี2552แล้วไม่ได้กลับไปเลย ความจริงผมจะดอดกลับเมืองไทยก็ได้ หลายคนก็บอกเหมือนกันให้แอบกลับไปเป็นกำลังใจแก่มวลชน แต่ผมตอบไปว่าการที่ผมอยู่ข้างนอกประเทศของผม มันเป็นการแสดงความเชื่อของตัวเอง ซึ่งผมต้องการให้เป็นทางเลือกของมวลชนด้วย ว่าการอยู่นอกประเทศ หมายถึงการอยู่นอกพื้นที่อำนาจ ของกลุ่มบุคคลที่ผมว่าเป็นปัญหาของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นการอยู่ข้างนอก จะเป็นการเตรียมความคิดทั้งในส่วนมวลชนและตนเอง ผมเลยบอกกับพ่อแม่พี่น้องและญาติมิตรทุกคน ว่าเชื่อใจผมเถอะ การที่ผมไปอยู่ข้างนอก เพราะผมต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ในมิติที่ประเทศต้องการ แต่ผมคนเดียวมันเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้หรอก ถ้าคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาไม่อยากเปลี่ยน ก็เปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีใครเขาจะชักจูงคน68ล้านคนได้ แต่ประเด็นคือถ้าไม่มีใครทำทางเลือกอื่นไว้เลย สังคมจะอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวเลือก สิ่งที่ผมทำวันนี้คือการสร้างตัวเลือก สังคมจะเลือกทางที่ผมสร้างเอาไว้หรือไม่นั้น ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน” คุณจักรภพอธิบายถึงจุดยืนที่ยังอยู่นอกประเทศไทย
“เพราะฉะนั้นก็ยังไม่มีแผนกลับประเทศ” ผมถามหวังทอนบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียด
“ยังไม่มีการจองตั๋วใดใดทั้งสิ้นครับ” คุณจักรภพยืนยัน
“คิดถึงบ้านไหมครับช่วงนี้?” ผมถามคำถามสุดท้าย
“คิดถึงครับ แต่การคิดถึงบ้านเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การดำรงจุดยืนทางการเมืองเป็นเรื่องส่วนรวม จึงต้องเอาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน” คุณจักรภพตอบปิดท้าย และก่อนที่เราจะร่ำลากันคุณจักรภพหันมาบอกกับผมอีกคำ 
“ฝากบอกที่โน่นด้วย ว่าให้ค่อยๆปรับตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ค่อยๆปรับตัวไปพร้อมๆกัน”
5. ในวันเดินทางกลับ
“เสียดาย น่าจะตายๆไปซะคนพวกนี้” คือประโยคบนหน้าจอทวิตเตอร์ของผม ที่ไหลผ่านมาให้เห็นไม่ต่ำกว่า10ครั้ง หลังจากที่ผมได้รายงานข่าวอุบัติเหตุรถทัวร์คนเสื้อแดง ชนกับรถยนต์ที่เมืองบากองใกล้กับเสียมราฐ
เป็นประโยครุนแรง ที่มาพร้อมกับความเกรี้ยวกราด
“ยังรายงานข่าวคนพวกนี้อยู่อีกหรอ จะunfollowแล้วนะ” อีกหนึ่งประโยคที่ไหลมาให้อ่าน ซึ่งผู้เขียนหมายถึงการรายงานข่าวคนเสื้อแดงที่ผมทำมาตลอด3วัน
“ต้องรายงานครับ คนเสื้อแดงก็คนไทยครับ เกิดอุบัติเหตุต่างแดน จุดที่ผมอยู่ด้วยผมก็ต้องรายงานครับ” ผมตอบกลับไป
อุบัติเหตุที่ว่า จบลงด้วยการที่คนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บ7ราย และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่เสียมราฐต่อ
เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับทัวร์เสื้อแดงคนละกลุ่มกับที่ผมเดินทางมาพนมเปญด้วย
แต่ในนาทีแรกที่ผมทราบข่าว ผมตกใจไม่น้อยเพราะมีรายงานถึงคนเสียชีวิต และยังไม่ยืนยันได้ว่าเป็นทัวร์เสื้อแดงกลุ่มไหน
แน่นอนว่าแวบแรก ผมคิดว่าใช่กลุ่มทัวร์เดียวกับผมหรือเปล่า?
คนเสื้อแดงที่ร่วมเดินทาง ร่วมทานอาหาร ร่วมนอนค้างที่โรงแรมเดียวกันมานานกว่า48ชั่วโมงหรือเปล่า ที่เสียชีวิตไปกับอุบัติเหตุ นั้นคือความคิดแวบแรกที่ผ่านเข้ามาในสมอง
แม้ว่าผมจะไม่ได้ผูกพันธ์ สนิทสนมมากนัก และบางครั้งออกจากอึดอัดกับบางพฤติกรรมของคนเสื้อแดงกลุ่มนี้ ที่อาจจะเข้าไม่ได้กับแนวความคิดของผมบางอย่าง
แต่ทันทีที่ได้ยินข่าวอุบัติเหตุ ผมยอมรับว่าผมใจหาย ใจหายทันที
และรีบตรวจสอบข่าว พร้อมความหวังว่าข่าวที่ได้รับมาตอนแรกจะผิดพลาด
จะไม่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตจริงๆ
จนสุดท้ายได้รับคำยืนยันจากโรงแรมอังกอร์ซิตี้ที่คนเสื้อแดงกลุ่มนี้พัก
ว่าไม่มีคนเสียชีวิต
จนทำให้ผมโล่งใจไปบ้าง ว่าคนที่ผมจ้องหน้าจ้องตาพูดคุยอยู่เมื่อวาน ไม่มีใครได้รับอันตราย
ผมจึงมุ่งหน้าเดินทางกลับมาด้วยหลากหลายประสบการณ์และความคิด ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ เรื่องความเป็นไปของแกนนำ ความคิดของฮุนเซ็น ชีวิตของคนเสื้อแดง ที่เรื่องราวต่างๆแม้จะมีความซับซ้อน และหลายอย่างก็ยังไม่น่าจะไว้วางใจได้
แต่นาทีต้องยอมรับว่าสำหรับผม 
การทำข่าวยิงกันในสนามฟุตบอลกระชับมิตร นั้นดีกว่าการทำข่าวยิงกันตามแนวชายแดนอยู่มากโขนะครับ
ส่วนเรื่องๆอื่นๆหลังจากนี้ ค่อยมาติดตามกัน