Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

[follow me] เป็นกลาง กลางอะไร?

[follow me] เป็นกลาง กลางอะไร?

Follow Me [aday132]
เป็นกลาง กลางอะไร? นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

เคยนึกเปรียบว่าการเป็นนักข่าวการเมืองในยุคสมัยนี้ มันรู้สึกเหมือนอะไร นึกๆแล้วก็หาคำตอบไม่ได้ ภาวะที่ต้องรายงานข่าวท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกัน ต่างกันมาก ต่างกันน้อย ต่างแบบคุยกันได้ หรือกระทั่งต่างกันแบบไม่เผาผีกันก็มี การที่ได้มาอยู่ในจุดเชื่อมต่อผู้คน เห็นมุมมองคนนั้น ความเห็นคนนี้ มันก็ดีตรงที่ได้รู้และเข้าใจความเป็นไปของสังคม

นักข่าวอย่างผม หมั่นตรวจสอบความเป็นไปของสังคม ผ่านทวิตเตอร์ ผ่านเฟซบุค ผ่านการลงไปเจอะเจอผู้คนเวลาทำข่าว แต่ในทางกลับกัน บทบาทนักข่าวทุกวันนี้ ก็ถูกตรวจสอบจากสังคมด้วยเช่นกัน

ถูกตรวจสอบผ่านชิ้นงานที่เราเขียน บทความที่เราวิจารณ์ ข่าวที่เรารายงานออกไป ถูกตรวจสอบผ่านคำถามที่เจอะเจอบ่อยๆ “คุณเชียร์พรรคไหน?” “คุณสีอะไร?” “ความเป็นกลางอยู่ตรงไหน?”
นักข่าวภาคสนามอย่างผม ต่อให้คนจะพยายามนิยามสังกัด จัดสี เลือกพรรคให้แค่ไหน แต่ความเป็นจริงแล้ว การได้เลือกข้างทางการเมืองไปนั้น ก็เหมือนกับการผูกมัดตัวเองไว้กับความทุกข์แล้วครึ่งหนึ่ง เพราะการเมืองก็ยังคงเป็นการเมือง การเมืองไม่ใช่ละครหลังข่าว ละครหลังข่าวที่จะมีพระเอกและตัวโกงชัดเจน แต่การเมืองไม่มีพระเอกถาวร และตัวโกงตลอดการ ตัวละครในวัฏจักรการเมือง ล้วนมีถูกมีผิดในคนๆเดียว ในพรรคๆเดียว อาจจะมีบ้างที่บางคนดีมากกว่าเลว เลวมากกว่าดี แต่คลุกคลีการเมืองมา3ปี ก็พอสรุปได้ว่า ไม่มีหรอกประเภทที่ว่าดีใจหาย หรือเลวร้ายเหลือ

“ความเป็นกลาง” ในยุคสมัยนี้ก็ถูกนำมาทบทวนกันแล้วกันอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะการจับตามองจากผู้เสพสื่อ ต่อสื่อมวลชน ให้ทำการทบทวนการนำเสนอข่าว เพื่อการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่การวัดความเป็นกลาง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการเมืองไทยในยุคนี้ แม้จะสนุกกับโค้ดสี เหลือง แดง ฟ้า ขาว แต่ก็ใช่ว่าเราจะสามารถจับเรียงสีเหล่านั้นมาเป็นสเปคตรัม แล้วเอาตัวเราไปวางอยู่ตรงกลาง ตัวเราตกไปอยู่ตรงสีไหน ก็กลายว่าเราเป็นกลางแล้ว ถ้าง่ายอย่างนั้นก็คงดีสินะครับ

“ความเป็นกลาง” จะยึดความเป็นกลางจากคนไหน คนเขียน คนรายงาน คนข่าว หรือคนอ่าน ถ้าวัดที่คนอ่าน แล้วคำถามคือว่าคนอ่านคนไหน? คนอ่านคนที่1 คนอ่านคนที่2 คนอ่านคนที่3 คนอ่านคนที่4? ศัพท์ที่พวกเราใช้หยอกล้อกันตลอด คือคนข่าวบางคนรายงานได้เป็นกลางมากๆ ไม่ใช่ว่ารายงานดี เป็นธรรมและครอบคลุมนะครับ แต่รายงานได้เป็นกลางแบบ “กลางใจคน” มาก คือรู้ว่าคนอยากได้ยินอะไร ก็รายงานเช่นนั้น เขียนเช่นนั้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องเท็จ หรือเป็นความจริงข้างเดียว เป็นกลางแบบนี้ ก็ไม่น่าจะถูกอีก
แล้วไม่เขียนเอาใจคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าจะให้เขียนเอาใจคนทุกคนก็คงไม่ได้ ตกลงต้องทำยังไง? ที่ผมทำมาตลอด คือเขียนเอาใจตัวเองนี่แหละครับ คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น แต่สำคัญว่าต้องเขียนต้องรายงานผ่านจิตสำนึกที่มีอยู่ ผ่านความรู้ ผ่านประสบการณ์ ผ่านความหวังดีที่มีให้กับสังคม ถ้าลองได้ยึดหลักตรงนี้ไว้จะไม่เหนื่อย ไม่ต้องตามเอาใจสังคมว่าใครเขาคิดอย่างไร ไม่ต้องตามไปนั่งกลางใจใครๆเขา นี่คือหลักที่ผมยึดไว้

มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็มองผ่านเลนส์ของเรา ว่าอย่างนี้มันถูกหรือผิด ถ้าผิดนี่ผิดเพราะอะไร ถ้าถูกก็ต้องตอบตัวเองได้ ว่าถูกเพราะอะไร หมั่นตั้งคำถามกับเหตุการณ์นั้นๆ และเขียน-รายงานด้วยจิตสำนึกที่ดี ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องไประแวงระวังอะไร ไม่ต้องไปตามเอาใจใคร ยึดหลักของเราไว้ ใครมาชมเราเราก็ไม่ต้องเหลิง เพราะเราไม่ได้เอาใจเขา เราแค่เขียนในสิ่งที่เราคิด หรือถ้าใครมาวิจารณ์ มาต่อว่า ก็ไม่ต้องวิตกเกินไป รับฟังคำวิจารณ์ อันไหนถูกต้องเราก็นำมาปรับใช้ อันไหนผิดเพี้ยนแปลกประหลาดไปก็ไม่ต้องไปเป็นกังวล เพราะเราอธิบายได้ว่าเหตุใดเราถึงคิดแบบนั้น

นี่แหละครับที่ผมยึดเอาไว้ จนผ่านมาได้สามม็อบสี่ม็อบ ใครจะมาใครจะไป พรรคโน้นพรรคนี้ อย่างไร แต่ขอให้เรายึดไว้เท่านี้ เราก็สบายใจ ใครจะว่าอะไรเราว่าเราอยู่ข้างไหนสีไหน เราก็รู้ใจของเราอยู่ ดีกว่าไปนั่งเอาใจคนโน้นคนนี้ มีคนชื่นชอบชื่นชมก็จริง แต่เราจะไล่ตามใจคนอื่นเข้าได้แค่ไหน

แต่ถ้าเรายึดหลักของตัวเองไว้ ตามความรู้สึกนึกคิดที่ดี ด้วยเจตนาที่ดี เราก็จะไม่เหนื่อย ไม่ต้องวิ่งตามกระแสอะไร และเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เมื่อมองย้อนกลับมา เราก็จะมั่นใจได้เสมอว่างานทุกชิ้นมาจากความคิดของเรา ที่หวังดีกับสังคม