Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 22/06/2017

Scroll to top

Top

เมื่อฉันกำลังจะออกสื่อ ตอนแรก [aday125]

เมื่อฉันกำลังจะออกสื่อ ตอนแรก [aday125]

เมื่อ “ฉันกำลังจะออกสื่อ”นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(บทความนี้ ตีพิมพ์ในนิตยสาร a day เล่ม 125 ช่วยอุดหนุนด้วยนะครับ)

บางครั้งผมจะรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาคนถูกนักข่าวมาขอสัมภาษณ์ อารมณ์จะเหมือนตอนกับที่แกะซองขนมแล้วเจอรางวัลแจ็กพ็อตชิ้นเล็กๆ อาจจะได้รางวัลเป็นถ้วยกาแฟซักถ้วย หรืออย่างเก่งก็หม้อหุงข้าวเล็กๆซักอัน แต่ไม่ถึงขนาดได้รางวัลใหญ่โตเช่นตั๋วเครื่องบินไป-กลับเกาหลี หรือ รถยุโรปคันงามซักคัน
อารมณ์ของคนที่ถูกนักข่าวสัมภาษณ์ มักจะคละคุ้งด้วยหลากหลายอารมณ์ ทั้งวิตกกังวล เสื้อผ้าหน้าผมฉันพร้อมไหม แต่ส่วนมากจะตื่นเต้นดีใจ พร้อมอวดญาติโกโหติกา ว่า วันนี้ “ฉันจะได้ออกทีวีนะ!”

ประสบการณ์การถูกนักข่าวสัมภาษณ์ สำหรับประชาชนคนเดินถนนโดนทั่วไป ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีธุรกิจใหญ่โต นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เงินก็ซื้อไม่ได้ ส่วนมากก็มาพร้อมกับดวงล้วนๆ ยืนยันจากปากของนักข่าวที่เคยเดินไล่ขอสัมภาษณ์คนมาเป็นพันๆ
แต่ถึงไม่ใช่เรื่องง่ายก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวคุณครับ และถึงจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าไอ้ความรู้สึก “ฉันได้ออกทีวี!” คงไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันหรอก ผมเลยขอเสนอตัวเป็นเทรนเนอร์ให้ เตรียมก่อนต้องออกไปเจอสื่อ

1. ไม่ต้องพูดแบบนักการเมือง
เวลานักข่าว ลงไปขอสัมภาษณ์ประชาชนบนท้องเดินถนน นั่นเป็นเพราว่าเขาต้องการฟังเสียงของ “ประชาชน” บางคนเวลาตอบคำถามจะเกร็งมาก เพราะไปติดภาพว่าฉันต้องพูดเก่งเหมือนคนในทีวี ซึ่งส่วนมากคือ “นักการเมือง” ทีนี้พอตอบคำถามไปหน่อยจะเกิดอาการ “อุ้ย พูดไม่ดีเลย ขอใหม่ได้ไหมคะ” ทั้งที่ความจริง การพูดไม่ดี-ไม่คล่อง แต่ตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นแหละคือสิ่งที่นักข่าวต้องการ เพราะมันสะท้อนอารมณ์ออกมาอย่างแท้จริง มีครั้งหนึ่ง ผมไปสัมภาษณ์ประชาชนที่ไม่พูดอะไรซักคำ แต่คนถูกสัมภาษณ์ทำหน้า “เซ็งโลก” กับคำถามที่ผมถามเรื่องการประชุมรัฐสภา แค่นี้มันก็สะท้อนอะไรๆออกมาได้มากกว่าคำพูดที่สวยหรูแล้ว

2. อย่่าลืมประเด็นหลัก
นิสัยคนไทยเนี่ยน่ารักครับ อย่างเวลาเจอนักข่าว ก็จะตื่นเต้น ทั้งด้วยเพราะได้เจอนักข่าวที่โปรดปราน และทั้งด้วยสาเหตุเดิมครับ “จะได้ออกทีวี” แต่อาการตื่นเต้น-ดีใจของหลายๆคน เวลาเจอนักข่าวสัมภาษณ์นี่ไม่ธรรมดาครับ บางคนนี่ถึงขั้นหลงลืมประเด็นหลักที่จะมาให้สัมภาษณ์ เช่นบางครั้งไปทำรายงานเรื่องความยากจน ตอนชวนคุยก่อนจะรู้ว่าเราเป็นนักข่าวก็ตอบแบบตรงไปตรงมา ยากจน ลำบาก มากน้อยแค่ไหนก็ตอบตามสภาพที่เป็นจริง บางคนไม่มีปัญหาก็บอกไม่มีปัญหา

แต่ความจริงเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปทันทีที่คนสัมภาษณ์รู้ว่า กำลังคุยกับนักข่าว และจะเปลี่ยนสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือทันทีเมื่อเห็นกล้องและไมโครโฟน เพราะหลายคนจะเกิดอาการ “ฉันกำลังต้องออกทีวี!” อาการหน้าจอกับตัวจริงเป็นคนละแบบนี่มีหลายแบบ บางคนพอจะได้ออกทีวีแล้วตื่นเต้นดีใจ เช่น ปัญหาความยากจนที่จะพูด ก็ลืมไปหมด ความทุกข์ยากที่มีก็วางทิ้งไว้ก่อน เพราะนาทีนี้ “ฉันจะได้ออกทีวี” แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่เป็นตรงกันข้าม เพราะตอนชวนคุยแบบยังไม่ออกทีวีนี่ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอรู้ว่าจะได้ออกสื่อแล้วก็แปรสภาพเป็นนักร้องเรียน ไหนๆก็ได้ออกทีวีทั้งที ก็พรั่งพรูปัญหาร้อยพันของทั้งญาติสนิทมิตรสหาย ของเพื่อนบ้านร้านรวง กะว่าออกทีวีรอบนี้จะได้แก้ปัญหาได้ทั้งอบต. ซึ่งความจริงแบบหลังเนี่ยนักข่าวชอบนะครับ เพราะจะได้เสียงสัมภาษณ์แบบมันส์ๆ โดนๆ พูดทั้งทีเอาให้ครบ เอาให้แรง เอาให้มันส์ แต่มันจะตรงกับสภาพความเป็นจริงแค่ไหน คงต้องเอามาตรวจทานดูอีกทีครับ

3. ตอบให้สั้น รายงานข่าวสั้นๆที่นักข่าวทำ ส่วนมากมีเวลาให้อย่างมากไม่เกิน4นาทีครึ่งครับ หักลบกับการรายละเอียดข่าว ไหนจะต้องใส่ชื่อช่างภาพ ชื่อนักข่าว (ชื่อคนที่ไปซื้อโอเลี้ยงนี่ไม่ต้องนะครับ) เวลาที่มีเหลือให้การปล่อยเสียงสัมภาษณ์ก็มีน้อยนิด และปัญหาเรื่องของเวลานี่ไม่มี “สองมาตรฐาน” ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นเสียงของนายกรัฐมนตรี หรือ เสียงของประชาชนคนเดินดินล้วนไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกตัดให้สั้นลงทั้งสิ้น
สิ่งหนึ่งที่นักข่าวจะเบื่อที่สุด ก็คือเสียงสัมภาษณ์ที่พูดยาวๆ ไม่มีเว้นวรรค จับประเด็นไม่ได้ โทนเสียงน่าเบื่อ ไม่แสดงอารมณ์ ไม่รู้ว่าจะพูดจบตอนไหน ใส่รายละเอียดเยอะเกินไป พอเจออย่างนี้ทีไร ตอนเอามาตัดต่อนักข่าวจะเผชิญกับสภาพจำยอม ที่ต้องตัดเสียงสัมภาษณ์นั้นออก

เพราะฉะนั้น พยายามตอบให้สั้นๆ ได้ใจความ คิดท่อนฮุคเจ๋งๆ 30-45วินาที เท่านี้พอครับ รับรองโดนใจนักข่าว โดนใจคนทางบ้าน การได้ออกทีวีของคุณจะเก๋กู้ดไปอีกนาน