Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 22/08/2017

Scroll to top

Top

7วันพนมเปญ (ภาคหนึ่ง)

7วันพนมเปญ (ภาคหนึ่ง)

(ที่เห็นและเป็นอยู่)

7คนไทยในเพรย์ซาร์ 7วันในพนมเปญ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2554 – ช่วยอุดหนุนด้วยครับ)

หมายข่าวให้ผมเดินทางมาที่กรุงพนมเปญ เกาะติดรายงานข่าวการถูกจับกุมของ7คนไทยแบบฉุกละหุกกระทันหันครับ รวดเร็วขนาดที่ว่ายังหยุดปีใหม่ไม่ครบวัน แต่ไม่ใช่ปัญหา ข่าวมาตอนปีใหม่ นักข่าวก็พร้อมทำงานตอนปีใหม่



ภารกิจข่าวรอบนี้ดูท่าจะหนักหนากว่าทุกครั้ง เพราะเจ้านายสั่งให้เดินทางมาคนเดียวครับ ไม่มีช่างภาพ ไม่มีผู้ช่วย ไปเองคนเดียว แบกกล้องไปตัว ทำได้แค่ไหน ก็ส่งข่าวมาแค่นั้น แต่ขออย่างเดียวคือเอาให้มั่นใจว่าทำให้ได้ดีที่สุด การเดินทางมาทำข่าวในประเทศที่พูดคนละภาษากับเรา แถมต้องเดินทางมาแบบโดดเดี่ยวคนเดียวนี่ มันก็เหงาเอาการครับ ผมเลยตัดสินใจเขียนบันทึกประจำวันไว้ เผื่อจะช่วยคลายเหงาได้บ้าง


อังคารที่ 4 มกราคม 2554
เดินทางมาถึงสนามบินนานานชาติกรุงพนมเปญราวห้าโมงเย็น ประหลาดใจกับความเจริญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงแค่หนึ่งปีหลังจากที่ผมเยือนพนมเปญครั้งก่อน (หนึ่งปีที่แล้ว ได้มาทำข่าวการเยือนพนมเปญของคุณทักษิณ ชินวัตร) ถนนหนทางดูสะอาดตาขึ้น อาคารสมัยใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งฟิตเนสเซ็นเตอร์ ร้านชาบู ร้านสุกี้ยักษใหญ่ กระทั่งไอสตูดิโอของศาสดาสตีฟ จ็อบส์ก็มีแล้ว
หลายอย่างที่เปลี่ยนไป แต่หลายสิ่งก็ยังเหมือนเดิม คนพนมเปญยังขับรถไร้ระเบียบวินัยอยู่วันยันค่ำ ขอทานตามท้องถนนไม่มีท่าทีจะลดลง คนพิการ-เด็กๆ เดินขอเงินตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ

ในวันแรก เดิมวางแผนในใจว่าจะไปถ่ายทำข่าวที่เพรย์ซาร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะโชเฟอร์ห้าม บอกไม่แนะนำให้ไปเพรย์ซาร์ดึกๆดื่นๆ เพราะจะอันตรายมาก ผมเชื่อแต่โดยดี เปิดหน้ารายงานข่าวในตัวเมืองพนมเปญ แล้วกลับเข้าที่พักอย่างสงบ


พุธที่ 5 มกราคม 2554
เริ่มต้นรวบรวมข้อมูลทำข่าว และปฏิบัติการทำหน้าที่นักข่าวMoJo (ย่อมาจาก Mobile Journalist ตามที่คุณสุทธิชัย หยุ่นบัญญัติไว้ให้) อย่างเต็มตัว เช้าเดินทางไปพบกับพี่สม ไชยานักข่าวกัมพูชาที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ แถมเป็นที่เคารพรักของน้องๆนักข่าวไทย สืบทราบว่าวันพรุ่งนี้จะมีการไต่สวน7คนไทย รวมทั้งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และ นายวีระ สมความคิด ที่ศาลกรุงพนมเปญตั้งแต่8โมงเช้า ตั้งเวลาทำงานใหญ่ได้เลย สำหรับพรุ่งนี้
วันนี้ทั้งวันที่เหลือ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรมากมายนัก ไปซื้อหนังสือพิมพ์เขมรมาอ่าน2-3เล่ม หัวหลักๆอย่าง The Cambodia Daily , พนมเปญโพสท์ และ เกาะสันติภาพ เดลี่ (2หัวหลังนี่ภาษากัมพูชาครับ ให้โชเฟอร์ช่วยแปลให้) ทำให้รู้ว่าข่าวความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นข่าวเด่นที่สุดในรอบ2-3วันหลังนี้ แต่มิติข่าวจะมุ่งไปที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมากกว่าเรื่องของรูปคดี7คนไทย เพราะคนกัมพูชาเข็ดแล้วกับการทสงคราม การปะทะ แถมยังเป็นห่วงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีก ส่วนเรื่องคดีนั้นสื่อไม่ได้แตะมาเท่าไหร่ เพราะเรื่องไปถึงชั้นศาลแล้ว

วันนี้เป็นวันแรกที่ทำข่าวแบบ MoJo ของแท้ครับ ถือกล้องเอง ถ่ายเอง รายงานเอง ดีที่หยิบ iPhone4 ติดมือมาด้วย เลยใช้งานง่ายหน่อย แต่ก็มีบางครั้งที่ขอให้โชเฟอร์มาช่วยถ่ายภาพให้ เพราะอยากได้ภาพมุมกว้างจริงๆ พอถ่ายเสร็จโชเฟอร์บอกแค่ว่าอย่าไปวางใจคนเขมรคนอื่นให้มาถ่ายให้นะ รู้ตัวอีกทีมันโกยแน่บ เอาโทรศัพท์ไปขายต่อแน่ๆ


พฤหัส 6 มกราคม 2554

ตื่นตั้งแต่ตีสาม ต้อนรับวันสำคัญกับภารกิจเกาะติดทำข่าว และเดินทางไปถึงศาลตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เฝ้ารอการไต่สวนของศาลให้เสร็จสิ้น

ระหว่างเฝ้ารอการไต่สวนของศาล ผมไปแวะที่ร้านโทรศัพท์มือถือ เพื่อไขข้อข้องใจหลังเห็นป้ายโฆษณาสัญญานโทรศัพท์3G ทั่วกรุงพนมเปญว่ามันมีจริงหรือเปล่า? ทันทีที่ผมใส่ซิมการ์ดกัมพูชาอันใหม่เข้าไปในโทรศัพท์ของผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้สัญญาน3G ปรากฎว่าผมเสพติดเจ้าสัญญาน3Gนี่หนึบหนับ เพราะมันทำให้ผมสามารถส่งภาพข่าวได้แบบนาทีต่อนาที! และมันแจ๋วมากเวลาที่เราสามารถนำภาพที่เกิดขึ้นสดๆนาทีนี้ ไปออกอากาศทางทีวีได้ล่วงหลังไปไม่ถึง5นาทีเท่านั้น

จากร้านโทรศัพท์ผมกลับมาประจำการที่ศาลกรุงพนมเปญ กำหนด5โมงคือเป้าหมายที่พวกเรามองเอาไว้ หลังนักข่าวกัมพูชาทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าศาลพนมเปญไม่เคยทำงานเกินเวลา ปรากฎว่าหลังจากเวลาล่วงเลยมากว่าชั่วโมง กองทัพนักข่าวทั้งไทย ทั้งกัมพูชา ได้รับคำยืนยันว่าศาลจะไต่สวนให้ครบทุกคน ซึ่งอาจจะกินเวลาไปจนถึง2-3ทุ่ม
เร็วกว่าที่คาด 19.15น. คือเวลาที่ผมเห็นทั้ง5คนอีกครั้ง คราวนี้ก็ยังคงเป็นคุณพนิชที่เดินเท้านำทางออกมาก่อนเช่นเคย

“ขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ” คือประโยคสั้นจากคุณพนิช ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก หนวดเคราเฟิ้ม เป็นคำพูดที่คงฝากไปให้กับสาวกประชาธิปัตย์ และพี่น้องชาวไทยหลายคนที่เป็นกำลังใจให้คุณพนิชิอยู่ หรืออาจจะฝากไปให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ในนัยยะอื่นๆด้วยก็ได้

“พวกเค้าพยายามยัดข้อกล่าวหาพวกเรา” ผมได้ยินประโยคนี้จากคุณวีระ เป็นประโยคที่ช่างให้อารมณ์แตกต่างจากของคุณพนิชสิ้นเชิง

ทั้งสองคนมีเวลาไม่ถึง 15 วินาที ในการพูดอะไรซักหนึ่งประโยค ฝากมากับสื่อเพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนคนไทย และนั่นก็คือสองประโยคที่ว่า
ผมจัดการส่งภ
าพบรรยากาศข่าวด้วยระบบ 3G นำไปใช้ออกอากาศได้รวดเร็วทันใจ


ศุกร์ 7 มกราคม 2554
Victory over Genocide Day คือชื่อเป็นภาษาอังกฤษของวันหยุด วันที่7ของชาวกัมพูชา วันที่ประกาศชัยชนะเหนือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เป็นการประกาศชัยชนะที่แสนเจ็บช้ำสำหรับชาวเขมร วันนี้ผมแวะไปที่ทุ่งสังหาร บรรยากาศวันนี้คึกคักด้วยเด็กๆและเยาวชน ที่มาศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การสังหารบรรพบุรุษของพวกเขา โดยกองทัพเขมรแดง

การฆ่าล้างเผ่าพันธ์และดูจะเป็นความคิดที่ตกยุค ล้าสมัย และคงไม่มีชาติใดนำกลับมาใช้อีกแล้ว คนกัมพูชาเลยสามารถก้าวข้ามความกลัวตรงนั้นมาได้บ้าง แต่ภาวะกังวลสงครามก็ยังคงมีอยู่ ที่ผมประหลาดใจคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติตามแนวตะเข็บชายแดนรอบนี้ กลับสร้างความกังวลให้กับคนกัมพูชาไม่น้อย มีหลายคนที่ผมได้พูดคุย ที่ย้ำบ่อยๆว่า “ไม่เอานะ สงคราม!” คือถึงจุดนี้ประชาชนคนกัมพูชาจริงๆเข็ดกับสงครามไป และไม่อยากมีการปะทะกันอีกแล้ว บางคนที่ไม่ได้เกรงกลัวสงครามขนาดกังวลเรื่องการสังหาร ก็กลัวเรื่องภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวด้วย

เสาร์ 8 มกราคม 2554

เสาร์ที่สองของเดือนมกรา ในประเทศไทยคือวันเด็กแห่งชาติ แต่ที่กัมพูชาวันนี้ก็เป็นเพียงแค่วันเสาร์อีกวันหนึ่ง แต่เอาหละไหนๆก็เป็นวันเด็กแห่งชาติไทยแล้ว ผมก็ขอไปพูดคุยกับเด็กเขมรซักหน่อย
เด็กๆที่ผมเลือกพูดคุยด้วย เป็นเด็กตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา หรือ พระราชวังที่พนมเปญ ซึ่งเด็กทุกคนแถวนี้ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองทั้งนั้น ส่วนมากตั้งใจเอาน้ำมาขายบ้าง หากำไลทองขายบ้าง แต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว ทำให้สุดท้าย เด็กๆก็ต้องมาขอเงินจากบรรดานักท่องเที่ยว แบบไม่ต้องมีอะไรตอบแทน ซึ่งแลดูจะเป็นหนทางการหาเลี้ยงชีพ ที่ได้ผลที่สุดสำหรับพวกเขา ณ นาทีนี้

ในวันธรรมดาเด็กๆจะได้เงินเฉลี่ยวันละ $1 หรือประมาณ 30บาท ถ้ากินแบบประหยัดๆก็ได้แค่มื้อเดียว แต่ถ้าแบ่งไปซื้อขนมปังก็อาจจะได้ซัก2มือ แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะได้เป็น $2 หรือในวันหยุด ก็อาจจะได้เต็มที่ก็ $5 เด็กๆได้เงินมาเท่าไหร่ก็ต้องเก็บไว้ เผื่อวันที่ไม่มีตังค์ บางคนกลับบ้านไปก็ถูกพ่อแม่ชักเงินที่หามาทั้งวันเก็บไว้อีก เด็กหญิงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า แม่ของเธอบังคับให้มาขอทานที่พิพิธภัณฑ์ โดยที่ตัวแม่นั่งอยู่ที่บ้านไม่ทำอะไร ซึ่งผมก็โทษตัวของคุณแม่แค่ครึ่งเดียวนะ อีกครึ่งเดียวเผื่อใจไว้ให้ เพราะที่พนมเปญนี่หาอาชีพได้ไม่ได้ง่ายเลยจริง

ปัญหาเยาวชนเป็นเรื่องใหญ่ของกัมพูชา เด็ก24,000คน ยังไม่มีบ้านและต้องกิน-นอนตามท้องถนน แต่ความจริงปัญหาเยาวชนก็เป็นแค่หนึ่งในตัวสะท้อนปัญหาของเศรษฐกิจของพนมเปญนั่นแล เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วไม่ใช่แค่เยาวชนหรอกที่ต้องมาขอทานตามท้องถนน คนเฒ่าคนแก่ คนโตแล้วก็มาขอทานอยู่ไม่น้อย


อาทิตย์ 9 มกราคม 2554
เงียบงันตลอดเช้ายันเที่ยง จนตกบ่ายก็มาคึกคักกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ
การุณ ใสงาม และ มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ คือสองแกนนำที่เดินทางมาที่กัมพูชารอบนี้ ด้วยจุดยืนที่แน่วแน่ ว่าคนไทยทั้ง7คนที่ถูกจับ ไม่ได้ก้าวข้ามเขตแดนมาที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นความเห็นที่ต้องหาหลักฐานเอกสารตั้งโตๆมายัน เพราะตอนนี้สื่อเขมร กระทั่งสื่อไทยหลายคน ปักใจเชื่อไปแล้วว่า7คนไทยข้ามเขตแดนมาฝั่งกัมพูชาแล้วจริง

อย่าว่าแต่สื่อเลย รมว.กษิต ภิรมย์ หรือกระทั่ง นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาให้ความเห็นเช่นนั้น
เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ วางแผนจะเข้าช่วยเหลือ7คนไทยในเรือนจำเพรย์ซาร์ ซึ่งตอนนี้ยังดูมืดมนในหนทาง แถมยังไม่มีคำยืนยันว่า7คนไทยในเรือนจำเขาต้องการความช่วยเหลือจากเครือข่ายนี้หรือเปล่า แต่เครือข่ายยืนยันกระบวนการเคลื่อนไหวด้วยใจ เป็นหน้าที่ของประชาชน หลายคนกระซิบบอกผม ว่าบินมารอบนี้หมดเงินเป็นแสนๆ แต่ก็ยอมทำด้วยหัวใจที่รักเพื่อนรักฝูง


จันทร์ 10 มกราคม 2554
ได้คุยกับหนึ่งในเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ สารภี บุญประตูชัย จับอารมณ์ได้ว่าตอนนี้เครือข่าย กำลังขุ่นเคืองคน3-4คนเป็นอย่างมาก เปล่าครับ 3-4คนนี้ไม่ใช่นายกฮุนเซ็นแห่งกัมพูชา ไม่ใช่ทหารที่จับ7คนไทยมา แต่เป็น นายกอภิสิทธิ์, รมว.กษิต, เลขาชวนนท์ และ คู่แค้นคนใหม่ ทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ
หลังความล้มเหลวในการพูดคุยกับทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เพื่อขอเข้าพบ 7คนไทยในกรุงพนมเปญ เครือข่ายสะท้อนความผิดหวังออกมาดังๆ ว่าทูตไทยนี่แหละ เป็นต้นตอของปัญหาทุกๆอย่าง เพราะไม่เคยให้ความจริงใจในการช่วยเหลือคนไทย ถึงกับตั้งฉายาให้ ว่าน่าจะเป็น “ทูตเขมร” เสียมากกว่า
ตามที่คุณสารภีว่า การเดินทางมาครั้งนี้ก็เหมือนรู้อยู่แก่ใจว่าจะให้ประสบผลสำเร็จในเรื่องการช่วยเหลือ7คนไทย ดูจะเป็นไปได้ยาก แต่ที่สำเร็จไปแล้วคือการหาต้นตอของปัญหา ว่าอะไรกันหนอ ที่ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการต่างของไทย ดูจะเพลี่ยงพล้ำให้กับฝั่งกัมพูชาไปซะหมด ซึ่งรอบนี้เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ชี้นิ้วไปที่ทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ

ตกเย็นวันนี้ ได้รับคำยืนยัน ว่าโรสออน และเพชร วิชาก้า 2 ทนาย ที่รัฐบาลไทยจ้างมาให้ว่าความให้7คนไทย ได้ทำการยื่นประกันแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรออย่างน้อยอีก5วันถึงจะทราบความเคลื่อนไหว และผลการตัดสินใจ ทั้งในเรื่องการประตัว และคำตัดสินในข้อหาต่าง ซึ่งดูจากรูปการณ์แล้ว ทั้งคุณวีระ คุณพนิช และคนไทยทั้ง7คน คงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนจำเพรย์ซาร์อีกไม่น้อยทีเดียว

ที่ว่าเช่นนั้น เพราะรอบนี้นายกฮุนเซ็น บุคคลที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดเท่าไหร่ แต่ในกัมพูชาเขาคือผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล นายกฮุนเซ็นคนนี้ออกท่าทีไม่ตอบรับการเจรจาในทุกช่องทาง ไม่เปิดรับการแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นจากใครหน้าไหน ซึ่งกรณีเดียวที่ผมคิดเปรียบเทียบไป คือการจับกุมตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงศ์เมื่อปลายปี2552 ซึ่งรอบนั้นก็เป็นที่ประจักษ์กันดีว่ามีกำลังภายในจากคนไกลที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
แต่สุดท้าย แม้จะมีกำลังภายในมาช่วยเหลือ นายศิวรักษ์ก็ต้องนอนอยู่ในเรือนจำเพรย์ซาร์นี้นานกว่าเดือน
ส่วน7คนไทยนี้ที่ดูจะไม่มีกำลังภายในอะไรมาช่วยเหลือได้ แถมดูจะมีแต่แรงต้านซะอีก เห็นทีแล้วคดีคงไม่ปิดง่ายๆ บันทึกจากพนมเปญของผมคงได้มีอีกหลายรอบเป็นแน่แท้