Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

วิถีคนกลางคืน

วิถีคนกลางคืน

วิถีคนกลางคืน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

(หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่24 กันยายน 2553 – ช่วยอุดหนุนด้วยครับ :D)

“ไม่ต้องเอาหมวกมาให้ใส่ ไม่ต้องถ่ายภาพจากข้างหลัง แล้วพอกลับไปที่สตูดิโอก็ไม่ต้องเอาภาพไปเบลอนะ!” ประโยคร้องขอจากต้น(นามสมมุติ – ซึ่งความจริงตัวต้นก็บอกว่าไม่ต้องใช้นามสมมุติ) ผู้ชายขายบริการวัย28ปี ที่ตัวเองบอกว่า ทำอาชีพโสเภณีนี้มานานกว่า10ปีแล้ว

“คือเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่ทำงานหาเงินไปเลี้ยงพ่อ-แม่เราที่บ้านนอก เราไม่ได้ไปฆ่าใครตายที่ไหน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเบลอภาพเราตอนสัมภาษณ์ เราไม่ใช่ฆาตกร” ต้นย้ำอีกครั้ง ก่อนที่ผมต้องยืนยันไปว่า “ต้องเบลอภาพครับ ถือว่าทางเราขอละกัน เพราะถ้าไม่เบลอภาพคนจะวิจารณ์มาที่เรา”

ต้น(ใช่ครับ เป็นผู้ชาย) เริ่มทำงานขายบริการมาตั้งแต่อายุ18 ถึงวันนี้ต้นอยู่ในสภาพสบายตัวไม่ต้องปากกัด-ตีนถีบแล้ว หลังจากโชคดีได้สามีฝรั่งคอยดูแล จึงลืมตาอ้าปากได้บ้างจากหลังมีโอกาสเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ทำงานเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น และไม่ต้องทำเมื่อไม่มีอารมณ์จะทำ

แต่ต้นก็เป็นเพียงหนึ่งในสิบที่หนทางของชีวิตได้มาเจอกับทางออก คนทำงานกลางคืนส่วนใหญ่ยังคงต้องทำงานค่ำยันเช้า ได้เงินเดือนโดยเฉลี่ยเดือนละ5,600บาท ต้นเล่าให้ฟังว่าบางร้านไม่ได้ให้เป็นเงินเดือน แต่ให้เบี้ยเลี้ยงแค่วันละ100บาท ไม่มีข้าวให้กิน ที่เหลือต้องหาเอาเองจากการออกไปกับแขก

อีกหนึ่งคนทำงานกลางคืนที่ผมได้คุยด้วยคือ จันทร์ หญิงสาวจากจังหวัดแพร่ จันทร์บอกว่าเธอเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟมางานมานานกว่า5ปี ตั้งแต่อายุ16 แต่ช่วงขวบปีที่ผ่านมาเธอภัตตาคารที่ทำอยู่ปิดตัวไป เธอจึงระหกระเหินเร่ร่อนทำงานกลางคืนมาตลอด เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟตามผับ เป็นเด็กเชียร์เบียร์ แต่ก็ไม่สามารถหาเงินพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวที่บ้านเกิดได้ ทำให้ทุกวันนี้เธอก็รับงานค้าประเวณี ออกไปกับแขกที่ถูกใจในตัวเธอบ้าง เพื่อหารายได้พิเศษเพิ่มเติม จันทร์บอกผมว่า ความหวังในชีวิตของเธอและหญิงสาวทำงานกลางคืนเกือบทุกคนคือการไดสามีฝรั่ง เพื่อมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวทั้งนั้น

“เอ๊ะ ได้สามีฝรั่งไป แล้วถ้าเขาทิ้งเราตอนหลังมันก็จบเลยสิ?” ผมถามจันทร์ด้วยความสงสัย
“ก็มีเยอะ! โดนทิ้งก็โดนกันเยอะ! เพราะเค้ามาชอบเราด้วยหน้าตา เค้าอาจจะยังไม่ได้รู้จักนิสัยเรามาก ก็เข้ากันไม่ได้ตอนหลัง แต่เอาแค่ตอนที่เราได้เป็นแฟนเค้าปีสองปีชีวิตเรามันก็เหมือนฝันเลยนะ แล้วบางทีเค้าหมดรักเราแต่เค้าก็รับผิดชอบ คือยังส่งเงิน ยังเลี้ยงดู ยังดูแลเราอยู่” จันทร์เล่าให้ฟังถึงชีวิตของเพื่อนๆร่วมอาชีพหลายคน

ว่าด้วยเรื่องของกายภาพแล้ว คุณภาพชีวิตของคนทำงานกลางคืน อาจจะไม่แตกต่างไปจากคนจนอาชีพอื่นๆเท่าไหร่ กล่าวคือไม่ได้ดีเด่กว่ามากนัก แต่การถูกพิพากษาทางศีลธรรม ทำให้คนทำงานกลางคืน รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองประกอบอาชีพที่ว่าด้อยคุณค่ากว่าทางด้านจิตใจ และ ศีลธรรม

“เคยคิดอยากไปทำอาชีพอื่นไหม?” ผมถามจันทร์สาว21ปี

“อยากเป็นตำรวจมาตลอดแหละคะ โตมารู้ว่าตำรวจผู้หญิงเป็นได้น้อยเราก็เลยอยากเป็นอาจารย์ ฉันก็อยากทำงานที่มีเกียรติ มีคนเคารพ แต่ทำไงได้้เราเรียนจบแค่ป.4 จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอน?” จันทร์เล่าความคิดในอดีตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฝัน

“แล้วทุกวันนี้รู้สึกโดนสังคมดูถูกไหม?” ผมถามขึ้นมา

“ไม่แล้วนะ ทุกวันนี้ออกไปเดินห้าง ทำอะไรคนเขาก็ไม่รู้ว่าเราทำอาชีพอะไร คนที่รู้ก็มีแค่คนใกล้ตัว เพื่อนเรา-ญาติเรา ซึ่งคนพวกนี้เข้าใจเราหมด แต่ความจริงสิ่งที่เราเรียกร้องไม่ใช่เกียรติและศักดิ์ศรีจากสังคมหรอก เอาแค่่กฏและความปลอดภัยในชีวิตมากกว่า ที่เราอยากได้ แล้วที่เราขอเนี่ย ก็ไม่ต้องมากกว่านะ แค่ให้มันเทียบเท่ากับคนอื่นก็พอ” จันทร์พูดย้อนกลับมาถึงสิ่งที่เรียกร้องต่อรัฐบาล หลังมีการเดินสายภายใต้บรรยากาศการปฏิรูปประเทศไทย

กลุ่มคนทำงานกลางคืนภายใต้มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ฝากข้อร้องเรียนไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะพรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ที่แม้ว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า18ปีถูกล่อลวงเข้ามาทำงานบริการทางเพศ แต่ก็เป็นกฏหมายที่มีช่องว่างให้ผู้บังคับใช้กฏหมายเลือกปฏิบัติกับคนทำงานกลางคืนให้แตกต่างจากคนอาชีพอื่นได้

“ทุกวันนี้พวกเราโดนจี้ โดนปล้นเยอะมาก 2คืนที่แล้วจันทร์พึ่งโดนแขกขโมยโทรศัพท์มือถือไป แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้? เราไปฟ้องตำรวจก็ไม่ได้ เพราะถ้าบอกว่าคนที่ขโมยเป็นแขกเรา ตำรวจก็จะจับเราอีก นี่ยังไม่นับที่โดนทุบ โดนตี ถูกบังคับให้ใช้ยาเสพติดนะ พวกนี้โดนกันทุกวัน แล้วสุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้” จันทร์เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองและเพื่อนๆฟัง

ต้นสรุปเรื่องนี้ว่า “ไม่ต้องออกกฏหมายปกป้องเรา เพราะเราไม่ได้สูงส่งกว่าอาชีพอื่น แต่ช่วยทำให้อาชีพเรามันไม่ผิดกฏหมายได้ไหม ขอแค่นี้ มาตรฐานชีวิตเราก็จะเท่าเทียมกับคนอื่นๆแล้ว”

ข้อเรียกร้องอื่นๆนอกจากทางด้านกฏหมายแล้ว กลุ่มคนทำงานกลางคืนก็ขอเงินชดเชยจากช่วงการชุมนุมทางการเมือง ระบบประกันสังคม โอกาสในการเรียนวิชาป้องกันตัว โอกาสในการเข้าถึงอาชีพเมื่อสูงอายุ ส่วนเรื่องที่เร่งด่วนและน่าจะทำได้ง่ายที่สุดคือโอกาสในการเข้าถึงแหล่งตรวจเชื้อได้ง่าย เพราะทุกวันนี้ คลีนิกนิรนามปิดตัวไปมาก พวกเธอต้องเดินทางไปตรวจโรคค่อนข้างไกล ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย บอกว่าข้อเรียกร้องหลักเช่นการทำให้การขายบริการทางเพศเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฏหมายถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาหลักทางกฏหมายก่อน แต่หลายๆอย่างสามารถนำเสนอให้กับนายกรัฐมนตรีให้บรรจุนโยบายแก้ปัญหาใหกับคำทำงานกลางคืนได้ในโรดแม็ปการทำงานต้อนปี 2554 ได้เลย เม็ดเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจบริการทางเพศกว่า 50,000 ล้านบาทในแต่ละปี เป็นตัวเลขที่มากกว่าธุรกิจใต้ดินทุกประเภท ทั้งการค้าอาวุธ, การค้ามนุษย์ และ การพนัน ซึ่งถ้ารัฐบาลหันมามองส่วนของคนทำงานกลางคืนอย่างจริงจังมากขึ้น ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลได้อีกทาง

ตามที่ต้นหนุ่มวัย28ปีพูดด้วยประสบการณ์ในแวดวงคนกลางคืนมากว่า10ปีบอกไว้ว่า “คือเราปฏิเสธความจริงไม่ได้ ชาวต่างชาติเขามาไทยเพื่อมาเที่ยวกลางคืนกันเยอะ จะฝรั่ง-จีน-แขก-ฮ่องกง-มาเลย์-รัสเซีย มันเป็นธุรกิจมหาศาล ทำเงินให้ประเทศปีละเป็นหมื่นเป็นพันล้านบาท แล้วเราเนี่ยก็เป็นคนที่ช่วยให่้รายได้ตรงนั้นเข้ามาประเทศ”

ความจริงแบบที่เห็นและเป็นอยู่นี้ ท้าทายรัฐบาลในการออกแบบ-วางแผน วางนโยบายในการทำงานเพื่อกลุ่มคนทำงานกลางคืน ท่ามกลางความสุ่มเสียงในเรื่องของประเด็นทางด้านศีลธรรม

  • คนที่ทำอาชีพแบบนี้มีมากมาย สะท้อนปัญหาสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ก็เป็นปัญหาเรื้อรัง แก้ไขไม่ได้ เรื่องราวแบบนี้กับเรื่องของชีวิตคนในทำนองนี้ จึงออกมาให้เห็นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด (ขอบคุณมากค่ะที่นำเสนอให้ได้อ่าน)

  • Anonymous

    ขอบคุณที่นำเสนอค๊ะ ,,

  • Anonymous

    …คุณนภพัฒน์จักษ์ ลองไล่ตามไปดู สุดท้ายทุกคนที่เกี่่ยวข้องอาชีพขายบริการ ต้องไปคารวะต่อพวกพ่อค้ายาเสพติด และบางคนเลยไปถึงเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ฟันธง ไม่ใช่ฟันท้องน่ะครับ…

  • Anonymous

    @lomlia…ข้อความข้างบน