Image Image Image Image Image Image Image Image Image Image

noppatjak.com | 25/06/2017

Scroll to top

Top

บทสัมภาษณ์: ‘The Guest’ ใน adaybulletin

บทสัมภาษณ์: ‘The Guest’ ใน adaybulletin
The Guest #96

LIVE FROM THE ‘RED’ ZONE
เรื่อง : เอกพล บรรลือ (@vanzelot) ภาพ : ฤธวัฐร์ อิทธิยากร


นับตั้งแต่ที่คนไทยเริ่มรู้จักคำว่า ‘Twitter’ หลายๆ สิ่งก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในโลกของข่าวสาร ที่เปลี่ยนโฉมหน้าจากการรายงานข่าวแบบก้าวเดิน กลายเป็นเร่งฝีเท้าวิ่งด้วยความทะมัดทะแมง สำนักข่าวที่ปรับตัวต่อการใช้สื่อยุคใหม่อย่างรวดเร็วอย่างเครือเนชั่นจึงเป็นเหล่านักวิ่งกลุ่มแรกๆ ที่ชาวทวิตเตอร์ส่วนใหญ่หันมาจับตา มอง

ปัจจุบันเครือเนชั่นมี Twitter มากกว่า 300 accounts มี Follower ไม่ต่ำกว่า 160,000 คน ถ้าไม่นับนักวิ่งฝีเท้าดีอย่าง @suthichai (สุทธิชัย หยุ่น) ที่วิ่งแบบนับก้าวแทบไม่ทัน นักวิ่งที่ตามประชิดมาติดๆ ก็คงหนีไม่พ้น @noppatjak หรือ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ นักข่าวสายการเมืองของเครือเนชั่น ที่มีคน Follow อยู่เกือบ 9,000 คน และเขาทวีตข้อความไปแล้วมากกว่า 10,000 ข้อความ (ข้อมูลวันที่ 13 พฤษภาคม 2553) จนคนที่ตามอ่านอาจจะเผลอคิดไปว่าชายผู้นี้มีหน้าที่รายงานข่าวด้วยการทวีตข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่วันที่เราเดินทางไปพูดคุยกับเขา ณ แยกราชประสงค์ สถานที่ที่เขาไปบ่อยที่สุดในเวลานี้ ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมากมาย เขาเริ่มต้นอธิบายกับเราว่า

“จริงๆ แล้วหน้าที่ของผมก็เหมือนนักข่าวทั่วไป คือต้องทำข่าว รายงานข่าวผ่านโทรทัศน์ ตั้งแต่นั่งอ่านข่าวในสตูดิโอ รายงานข่าวจากรถถ่ายทอดสดแบบเห็นหน้า หรือว่ารายงานทางโทรศัพท์ และระบบ 3G แต่นอกจากนี้คุณสุทธิชัย หยุ่นก็จะสนับสนุนให้ใช้สื่อ twitter ซึ่งเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าไม่ว่านักข่าวเนชั่นคนไหนจะขยันแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครขยันเท่าคุณสุทธิชัย เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยทำหน้าที่โดยที่ไม่เคยรู้สึกว่าเราขยันเกินไปแล้ว ทุกวันนี้เลยกลายเป็นเรื่องที่ชินไปแล้วครับ คือตื่นมาก็ต้องเปิดทวิตเตอร์ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วก็จะบอกกู้ดไนท์คนในทวิตเตอร์เป็นกลุ่มสุดท้าย”

สำหรับคนทั่วไป ทวิตเตอร์อาจจะเป็นพื้นที่ระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด รู้สึกอย่างไรก็ทวีตไปอย่างนั้น แต่สำหรับนักข่าวอย่างนภพัฒน์จักษ์ กลับต่างออกไป เพราะทุกตัวอักษรที่จะปรากฏในทวิตเตอร์ต้องผ่านการกลั่นกรองด้วยกฎ 3 ข้อของเขา

“ข้อแรกคือผมจะไม่เปลี่ยนขาวเป็นดำ อันนี้สำคัญ คือไม่เอาสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงมารายงาน ต่อมาก็คือ ไม่เอาสิ่งที่ไม่ได้คิดจากสมองเราจริงๆ แต่ขอให้ได้ทวีตเพื่อไปยุยงใคร แล้วที่เพิ่มมาในสถานการณ์แบบนี้คือผมจะไม่สื่อสารสิ่งที่อาจจะเป็นภัยต่อสังคม หรือสิ่งที่รุนแรงเกินไป อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ผมไปพบเจอตำรวจคนหนึ่งกำลังปลุกระดมคนเสื้อแดง ซึ่งเขาก็ประกาศตัวว่าเขาเป็นตำรวจเสื้อแดง แล้วก็พูดโจมตีทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสะใจ ซึ่งผมก็เก็บไว้เป็นกรณีศึกษาว่า แล้วอย่างนี้เราควรจะทวีตไหม หรือถ้าเป็นนักข่าวเราจะต้องรายงานไหม เพราะว่ามันก็เป็นความจริง อันนี้คือผ่านกฎสองข้อแรกมาแล้วล่ะ แต่ข้อที่สาม ก็ฉุกคิดว่า เฮ้ย ถ้าเราทวีตไปแล้วจะได้อะไร เพราะเชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารก็คงรู้อยู่แล้วล่ะว่าตำรวจมะเขือเทศก็มีจริงๆ เราทวีตไปเขาก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มขึ้นมา แต่ที่ไปเพิ่มก็คือความเกลียดชังให้กับสังคม คือเราต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอย่าลืมว่า bio ของเราไม่ใช่แค่ผู้ชาย 26 ปีคนหนึ่งเท่านั้น เราขึ้นชื่อว่าเป็นนักข่าว แล้วคนจำนวนมากเขาก็ติดตามเราในฐานะนักข่าวด้วย”

จากประสบการณ์การทำข่าวเกือบ 3 ปี นภพัฒน์จักษ์ เคยรายงานข่าวการชุมนุมมาแล้วเกือบจะทุกรูปแบบ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสี และการชุมนุมของ นปช. โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเขาต้องเดินทางไปที่แยกราชประสงค์เกือบทุกวัน เราถามถึงผลกระทบที่เขาได้รับจากการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น เขายิ้ม ก่อนที่จะตอบเราด้วยท่าทีสบายๆ ว่า

“ต้องขอบคุณมากๆ สำหรับประชาชนทั่วไปที่เห็นใจ และให้กำลังใจนักข่าว และก็ยินดีรับไว้ แต่ความจริงนักข่าวเป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตแบบปกติที่สุดกลุ่มหนึ่งในท่ามกลางวิกฤตแบบนี้ เพราะว่าทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา เรามาม็อบก็จริง ต่อให้มีการยิงเอ็ม 79 ก็จริง แต่ตื่นมาเรายังได้ทำหน้าที่ของเราทุกวัน โอเคล่ะ อาจจะขับรถลำบากหน่อย แต่ที่เหลือเราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ หมดหน้าที่เราก็กลับไปนอน เรายังมั่นใจว่าเราจะได้กลับไปนอนหมอนนุ่มๆ ของเรา คนที่ลำบากจริงๆ ยังมีอีกเยอะทั้งตำรวจ ทหาร พนักงานออฟฟิศที่อยู่ละแวกนี้ แม้กระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเอง เขาคือคนที่ลำบาก แต่นักข่าวก็แค่ทำหน้าที่ตามปกติ ถึงไม่มีม็อบเราก็ต้องไปทำข่าวอย่างอื่นอยู่ดี ถึงช่วงนี้อาจจะได้นอนน้อยลง แต่นี่เป็นหน้าที่ที่เรายินดีที่จะทำอยู่แล้ว”

ภาพข่าวในโทรทัศน์ที่คนทั่วไปเห็น อาจจะทำให้หลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงจุดที่มีการชุมนุมเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับนักข่าวที่คลุกคลีอยู่กับการชุมนุมเกือบทุกวัน เขากลับไม่แสดงออกถึงความกังวลเท่ากับคนรอบตัวของเขาที่มักจะแสดงความเป็นห่วงอยู่เสมอ

“ถ้าเป็นคนใกล้ตัวจริงๆ เขาก็จะเข้าใจนะ เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนแก้ปัญหาได้ แล้วก็ไม่ได้มุทะลุดุดันจนเกินไป แต่คนรอบข้างที่ขยับออกไปหน่อย อย่างเพื่อนคุณพ่อ –คุณแม่ ก็จะเป็นห่วงกันเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น แต่ความจริงไปย้อนดูเลยก็ได้ว่า 4-5 ครั้งที่เกิดเหตุปะทะจนถึงขนาดมีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต ก่อนหน้านั้นมันก็จะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างบอกอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่อยากจะมีผลกระทบ ไม่อยากบาดเจ็บก็ไม่ต้องไป หรือนักข่าวที่ต้องไปก็ต้องระมัดระวัง นักข่าวจะรู้มุม รู้จุด รู้หลักการทำงานของเอ็ม 79 อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้โดยอัตโนมัติ เหมือนนางแบบเขาคุยกันเรื่องอายไลน์เนอร์ นักข่าวเขาก็คุยกันเรื่องเอ็ม 79 ว่าระยะทำการมัน 30-400 เมตร ยิงเป็นวิถีโค้ง เราก็มองไปสิว่าจุดไหนที่ควรจะยืน แล้วนักข่าวทุกคนก็รักข่าว แต่ก็ไม่เคยมีสำนักข่าวไหนที่สั่งการว่า ถ้าระเบิดดังขึ้นต้องวิ่งเข้าไปหาระเบิด เรารายงานข่าว เราไม่ได้เป็นหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ยืนอยู่ห่างจากจุดที่มันระเบิด 200 เมตรเราก็เห็นอยู่ดีว่ามันระเบิด อยู่ไกลๆ ก็ได้ยิน”

ในการทำงานที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายหลากหลายรูปแบบ เป็นเหมือนแบบฝึกหัดชั้นดีที่ทำให้ นภพัฒน์จักษ์ เติบโตในฐานะนักข่าวมืออาชีพแบบก้าวกระโดด แล้วในระหว่างก้าวย่างที่กว้างใหญ่นี้เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง

“เป็นการฝึกความเป็นสื่อท่ามกลางวิกฤตที่เกือบจะครบหลักสูตร บางเรื่องเป็นสิทธิของเรา บางเรื่องเป็นจริยธรรม บางเรื่องก็ต้องอิงหลักการประชาธิปไตย บางเรื่องก็ต้องอิงเรื่องของการพัฒนาประเทศต่อไป แต่พอถึงเวลาจริงๆ บางเรื่องเราก็ไม่ต้องคิดหลักการอะไรเลย กลับมาที่ความเป็นมนุษย์ คือผมบอกได้เลยว่าการที่มาชุมนุมกันที่แยกราชประสงค์มันก็ไม่ดีหรอก แต่ถ้าถึงขั้นจะมีการสลายการชุมนุมผมก็เห็นแล้วว่าที่คอกวัวเป็นยังไง ถ้ามีคนตายอีก 100 คนล่ะ อันนี้คือหลักการเบื้องต้นของผม คุณลุงที่ผมเคยสัมภาษณ์เขาจะตายไหม เขาก็เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนกัน เขาจะถูกหลอกมา หรือมาโดยสมัครใจ ถ้าเขาตายมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีแล้วล่ะ มันต้องคิดทุกอย่าง แต่สุดท้ายหลักการจริงๆ ที่ผมยึดคือความเป็นคนมันก็ต้องมีอยู่เยอะ”

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด อาจจะยิ้มไม่ออกกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ในฐานะนักข่าวที่ต้องรายงานข่าวการชุมนุมผ่านทางทวิตเตอร์ นภพัฒน์จักษ์ ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่บนหน้าของเขาเสมอ เจ้าของรอยยิ้มอธิบายให้เราฟังว่า

“ความสนุกของการทำหน้าที่นี้ก็คือ เราได้ฟังความคิดเห็นของประชาชนจริงๆ แล้วก็รู้สึกดีที่คนเชื่อใจเรา โดยเฉพาะมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกดีมากก็คือ คนไทยส่วนมาก ก็ยังมีความเป็นคนไทย ถึงแม้ภาพข่าวในทีวีจะเป็นเหมือนกึ่งๆ สงครามแล้วก็ตาม แต่หลายคนก็ยังแสดงน้ำใจกับผู้สูญเสีย กับผู้ที่เดือดร้อน หรือกระทั่งนักข่าวอย่างพวกผม ซึ่งก็ช่วยในการทำงานได้เยอะ ทำให้เราไม่เหงาใจ นี่พูดถึงทั้งผู้ชุมนุมฝั่งเสื้อเหลือง และเสื้อแดงนะครับ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าม็อบน่ากลัว แต่ความจริงก็คือ คนส่วนมากเขาเจอหน้าเราเขาก็ถามว่ากินข้าวหรือยัง มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเป็นปัญหากับเรา หรือถ้าเกิดปัญหาจริงๆ เราก็สามารถคุยกันดีๆ ได้ หันซ้ายหันขวาก็มีคนช่วย หรือสุดท้ายแกนนำเขาก็ไม่เคยสนับสนุนให้มีการทำร้ายนักข่าว ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังไม่ได้แย่ถึงขั้นที่หลายคนเป็นห่วง”

สุดท้ายในฐานะสื่อที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรง นภพัฒน์จักษ์ ยังทิ้งท้ายกับเราอย่างน่าคิดว่า

“ผมเชื่อว่าคนไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง หรือถ้าเลือกข้างก็ไม่ต้องรังเกียจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือถ้าอดไม่ได้ที่จะรังเกียจ เพราะทุกคนก็ต้องมีอารมณ์ แต่ก็ต้องเคารพกฎ กติกา มารยาทของสังคม ประเทศก็จะไปได้อีกไกล แต่สิ่งที่สำคัญคืออยากให้ทุกคนเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก่อน แล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ที่แย่ที่สุดที่ผมเห็นคือเพื่อนทะเลาะกัน คบกันมา 20 ปี ม็อบเพิ่งมาแค่ 2 ปี ก็เลิกคบกัน เพราะว่าสีเสื้อไม่เหมือนกัน เพราะว่าการเมือง สีเหลือง สีแดง มันก็เป็นแค่ความคิด ความเชื่อ ไม่ใช่อะไรที่จะมากำหนดว่าเราต้องไปจงเกลียดจงชังคนนั้น แล้วคนเราก็ไม่ได้คุยกันเรื่องพวกนี้ตลอด 24 ชั่วโมง มันมีอีกหลายอย่างในชีวิต สุดท้ายแล้วความเชื่อทางการเมืองก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น”

  • Anonymous

    เริ่ดนะเริ่ด…

  • อยากได้มาอ่านมั่งแหะ คิคิ

  • หรรษา

    ทำไมอ่านแล้วรู้สึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก…

    เราก็เชื่อว่า..คนไทย…ถึงจะเลือกสีเลือกข้าง..
    แต่เมื่อพบเห็นใครถูกทำร้าย…
    ความเป็นคนไทยด้วยกันในหัวใจ จะบังเกิดขึ้นมาเป็นความเอื้ออารี..

  • อายุยี่สิบหก ความคิดความอ่านสูงลิ่วมากมากค่ะน้อง
    การทำหน้าที่ดีมาก พี่ก็เป็นคนหนึ่งเป็นแฟนคลับในทวิตเตอร์ คิคิ
    พอมาอ่านก็ยิ่ง เออดีจังเราติดตามคนที่ความคิดอ่านดี
    ช่วงหนึ่งที่มีการยิงและเริ่มเจ็บเริ่มตายยังจำได้
    น้องทวิตประมาณอยากให้มีการเจรจา ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า
    น้องรู้สึกอะไร เพราะคิดเหมือนกัน แต่คิดไปอีกว่า
    จะไปเจรจากับใครล่ะ –“

  • Gib

    ยินดีที่เรามีโอกาศได้รับข่าวสาร ประสบการณ์จริง จากนักข่าวที่ดี มีจรรยาบรรณในการทำงานอย่างคุณเอม เป็นกำลังใจให้นำเสนอข่าวดีๆ ต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ

  • praewphan

    ชอบความคิดของคุณเอมค่ะ
    เป็นกำลังใจให้ในการทำงานนะคะ เอาใจช่วยค่ะ 😀

  • ชอบครับ ตามงานคุณไม่นาน ชอบในความคิด ความเป็นกลางครับ นักข่าวน้อยคนที่จะไปสัมภาษณ์เข้าถึง คนเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ (ไม่ใช่แกนนำ)แบบที่คุณทำอยู่ ชอบในการให้ความคิดเห็นของคุณ ที่แสดงถึงความห่วงใยเป็นกลาง เข้าใจคนจนไปถึงคนรวย

    ขออนุญาต copy link ไป FB ผมนะครับ

  • Anonymous

    พูดได้คำเดียวครับ… เยี่ยม

  • Anonymous

    เยี่ยม!

  • Anonymous

    ชอบคำตอบสุดท้ายมากค่ะ สุดยอด

  • Anonymous

    กลั่นกรองก็ดีค่ะ แผลในใจคนจะได้ไม่ใหญ่ไปกว่านี้ อย่างผู้ชุมนุมนปช.เราเข้าใจเขานะแต่ไม่เข้าใจแกนนำ ช่วยไขข้อข้องใจในความคืดเขาทีเถอะ ขอบคุณค่ะ

  • Anonymous

    ชอบความคิดคุณมากค่ะ และเจ็บปวดจากเหตุการณ์ม็อบแดงมาก แต่ก็ไม่อยากโทษใคร ญาติๆเขาออกมาร่วมชุมนุมกับนปช.โดยให้เหตุผลกับเราว่าเพราะชอบ…เพื่อนสนิทรุ่นน้องรู้จักกันมาเป็น10กว่าปีต้องเสียชีวิตเพราะหน้าที่ขอคืนพื้นที่ เราอยู่ตรงกลาง ได้แต่พยายามเข้าใจและยอมรับมันให้ได้

  • จาก @noppatjak ว่าจะกลับไป ทำข่าว ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ดีครับ ผมเห็นด้วยมากๆ เพราะสื่อไทย แทบไม่มีเล่มไหนตามผลกระทบเรื่องนี้เลย ทั้งๆที่มันเป็นผลกระทบที่รุนแรง ร้าวลึก การเยียวยาเพียงแค่ “โยนเงินให้”มันไม่เพียงพอ ยิ่งรากหญ้าเห็นชาว กทม ได้รับการเยียวยา มาก อาจจะรู้สึก ต่ำต้อยเข้าไปอีก ผมไม่เห็นมีใครเยียวยาคนเจ็บคนตายเลย นอกจากให้เงิน ?

    หลายคนอาจจะไม่ชอบ comment นี้ เพราะเกลียดเสื้อแดง แต่หากเราไม่ลดความเกลียดชัง ก็ยากที่จะคิดปรองดอง แล้วสังคมไทยจะอยู่ได้อย่างไร ?

    ไม่อยากโทษใคร ก็จริงอยู่ แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมาคิด ว่าตัวเองทำถูกหรือไม่ ทางเลือกที่ไม่ลงเอยด้วยความรุนแรงยังคงมีอยู่ แต่ ไม่ถูกเลือก สะงั้น

  • ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร แต่อยากให้รู้ว่าขอบคุณมากค่ะ